จีนยกระดับรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV รับมือซากแบตฯ ทะลุ 1 ล้านตันในอนาคต
รัฐบาลจีนออกมาตรการใหม่ติดตามและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถไฟฟ้าแบบครบวงจร เตรียมรับมือซากแบตเตอรี่กว่า 1 ล้านตันในอนาคต หลัง EV โตพุ่ง 16 ล้านคัน
KEY
POINTS
- จีนเผชิญความท้าทายจากปริมาณซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่คาดว่าจะสูงเกิน 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด
- รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการใหม่เพื่อจัดการการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ทุกก้อนต้องมี "ข้อมูลประวัติดิจิทัล" (Digital Identity) เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดวงจรชีวิต
- นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบการบริหารจัดการแบบครบวงจร เปลี่ยนซากแบตเตอรี่ให้เป็นทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ และรักษาวัตถุดิบสำคัญเช่น ลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์
ในปี 2025 อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles - NEVs) ของจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งปีทะลุ 16 ล้านคัน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในประเทศ ส่งผลให้จีนยังคงเป็นผู้นำโลกด้านการผลิตและใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างชัดเจน
ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้ประเด็นด้านการจัดการหลังการใช้งานของแบตเตอรี่ประจุไฟฟ้าที่ใช้ใน NEVs กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศจีนในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้า
เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาสำนักข่าวซินหัว (Xinhua) รายงานว่ารัฐบาลจีน ผ่าน กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) และหน่วยงานภาครัฐอีกห้าแห่ง ได้ร่วมกันออก “มาตรการชั่วคราวว่าด้วยการจัดการรีไซเคิลและการใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่พลังงานที่ใช้งานแล้วของรถยนต์พลังงานใหม่” เพื่อรับมือกับปัญหาการสะสมของแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพและหมดอายุการใช้งานอย่างเป็นระบบ โดยมาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
หนึ่งในหัวใจของมาตรการดังกล่าวคือการกำหนดให้แบตเตอรี่แต่ละก้อนที่ใช้ในรถยนต์พลังงานใหม่ต้องมี “ข้อมูลประวัติดิจิทัล” หรือ Digital Identity จดบันทึกในระบบฐานข้อมูลกลางระดับชาติ ซึ่งจะทำให้ไม่เพียงแต่สามารถติดตามอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แต่ละก้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถตรวจสอบและควบคุมย้อนกลับ (traceability) ของแบตเตอรี่ตั้งแต่การผลิต การติดตั้ง การบำรุงรักษา การเปลี่ยนใหม่ จนถึงการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
ข้อมูลจาก MIIT ระบุว่า การจัดตั้งระบบข้อมูลและการติดตามแบตเตอรี่ในลักษณะนี้คือการวางมาตรการ “การบริหารจัดการแบบครบช่องทาง ครบห่วงโซ่อุปทาน และครบวงจรชีวิตของแบตเตอรี่ (full-channel, full-chain, full-lifecycle)” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามเชิงนโยบายเพื่อรองรับการเข้าสู่ช่วงที่จำนวนแบตเตอรี่ใช้แล้วเพิ่มขึ้นมาก โดยผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมระบุว่า จีนคาดการณ์ว่า ปริมาณแบตเตอรี่ NEV ที่ปลดระวางจะสูงกว่า 1 ล้านตันต่อปีภายในปี 2030
ซึ่งหากไม่มีระบบที่เหมาะสม ปริมาณซากแบตเตอรี่นี้จะก่อให้เกิดปัญหาขยะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
เพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว รัฐบาลจีนยังได้ริเริ่ม แคมเปญพิเศษระยะสามปี ตั้งแต่กลางปี 2025 ที่ผ่านมา เพื่อจัดการกับการทิ้งซากยานพาหนะเก่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์พลังงานใหม่ที่ปลดระวาง และแบตเตอรี่ที่หมดอายุอย่างผิดกฎหมาย โดยการบูรณาการหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการกำจัดขยะเหล่านี้ผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
นโยบายนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ก้าวล้ำของจีนในการมอง แบตเตอรี่ EV ไม่ใช่เพียงของเสีย แต่เป็นทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่และรีไซเคิลได้ ซึ่งนอกจากจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยรักษาและหมุนเวียนวัตถุดิบสำคัญอย่างลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าสูงและสำคัญต่ออุตสาหกรรมพลังงานและเทคโนโลยีอนาคตด้วย
สำหรับประเทศไทย ซึ่งตลาด EV ยังคงอยู่ในช่วงเติบโตและกำลังตั้งระบบรองรับอนาคตของซากแบตเตอรี่ EV อยู่ การที่จีนเดินหน้าสร้างระบบการจัดการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่เข้มแข็งและเป็นมาตรฐานระดับชาติ อาจเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่มีประโยชน์สำหรับการพัฒนาระบบรีไซเคิลแบตเตอรี่ในไทยต่อไป โดยเฉพาะเมื่อตลาด EV เติบโตขึ้นและจำนวนแบตเตอรี่ปลดระวางเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า


