posttoday

Basemap หัวใจโครงสร้างดิจิทัล ปั้น "เมืองพัทยา’" สู่ Smart City เต็มรูปแบบ

20 มกราคม 2569

พัทยาเดินเกม Smart City วางรากฐานด้วย Basemap แผนที่ฐานความละเอียดสูง เชื่อมข้อมูลเมือง ป้องกันน้ำท่วม จราจร มลพิษ และยกระดับการบริหารเมืองยุคใหม่

KEY

POINTS

  • เมืองพัทยาใช้เทคโนโลยี Basemap หรือแผนที่ฐานความละเอียดสูง เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อสร้างฐานข้อมูลกลางที่แม่นยำสำหรับทุกหน่วยงานในการบริหารจัดการเมือง
  • Basemap ช่วยเปลี่ยนการบริหารจัดการเมืองจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปสู่การวางแผนเชิงรุก โดยนำไปใช้ในหลายมิติ เช่น การจัดการสิ่งแวดล้อม (พื้นที่สีเขียว) ความปลอดภัย (ติดตั้ง CCTV) และการวางผังเมือง
  • เทคโนโลยีนี้เป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การสร้าง Digital Twin (เมืองจำลองสามมิติ) เพื่อจำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่น น้ำท่วม หรือการจราจร ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันพัทยาสู่การเป็น Smart City เต็มรูปแบบ

เมืองพัทยา กำลังก้าวสู่การเป็น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร โดยไม่เพียงแต่พัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังสอดรับกับศักยภาพด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาโพสต์ทูเดย์ได้รายงานข่าว องค์การพัฒนาอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้เสนอโครงการบูรณาการเทคโนโลยีทางอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อนำไปใช้เป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการเมือง โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การเปลี่ยนเมืองพัทยาจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไปสู่การวางแผนและรับมืออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกมิติของเมืองตั้งแต่สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การจราจร ไปจนถึงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

 

ภาพตัวอย่าง Base Map จาก https://digimap.edina.ac.uk/

 

โดยหนึ่งในเทคโนโลยีหัวใจของแผนนี้คือ Basemap (แผนที่ฐานความละเอียดสูง) ซึ่งเป็นแผนที่ที่สร้างขึ้นจากข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ของเมืองสามารถทำงานบน “ฐานข้อมูลกลาง” ที่มีความแม่นยำและเป็นปัจจุบันได้อย่างแท้จริง โดย Basemap จะช่วยให้การประเมินพื้นที่สีเขียวและศักยภาพการดูดซับคาร์บอนของเมืองเป็นไปได้อย่างละเอียด และสอดคล้องกับนโยบาย Pattaya Go Green พร้อมทั้งระบุจุดเสี่ยงด้านความปลอดภัยหรือจุดอับของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวางแผนติดตั้งไฟส่องสว่างและกล้องวงจรปิด (CCTV) ให้เหมาะสมและตรงจุดมากที่สุด รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลหลักสำหรับฐานข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและบริการสาธารณะต่าง ๆ ที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ

 

ภ่าพจาก www.esri.com

 

Basemap หรือ “แผนที่ฐานความละเอียดสูง” คืออะไร ทำไมสำคัญ?

 

Basemap ไม่ใช่เพียงแผนที่ธรรมดา แต่คือแผนที่ดิจิทัลที่ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลเชิงพื้นที่” สำหรับการบริหารจัดการเมืองและพื้นที่ต่าง ๆ โดยพัฒนาโดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ โดรน และระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ทำให้ได้แผนที่ที่มีความละเอียดสูง ครอบคลุมรายละเอียดของถนน อาคาร แม่น้ำ พื้นที่สีเขียว โครงสร้างสาธารณูปโภค และสภาพภูมิประเทศอย่างแม่นยำ แตกต่างจากแผนที่ทั่วไปตรงที่ Basemap ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อการนำทางหรือการดูตำแหน่งเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็น “ฐานข้อมูลกลางของเมือง” ที่หน่วยงานทุกฝ่ายสามารถนำไปต่อยอด วิเคราะห์ และใช้ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา Smart City และการวางแผนเมืองยุคใหม่

 

ประโยชน์สำคัญของ Basemap อยู่ที่การช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการบริหารจัดการเมืองมีความแม่นยำและเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น ในด้านผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน Basemap ช่วยให้เห็นตำแหน่งถนน อาคาร ระบบไฟฟ้า ประปา และท่อสาธารณูปโภคอย่างชัดเจน ทำให้การวางแผนก่อสร้าง การขุดซ่อม หรือการขยายระบบต่าง ๆ ลดความซ้ำซ้อนและความเสียหายที่ไม่จำเป็น ในด้านสิ่งแวดล้อม Basemap สามารถใช้ประเมินพื้นที่สีเขียว แหล่งน้ำ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม เพื่อวางมาตรการป้องกันล่วงหน้าได้อย่างตรงจุด รวมถึงใช้คำนวณศักยภาพการดูดซับคาร์บอนของเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ในมิติของความปลอดภัยและการจัดการภัยพิบัติ Basemap มีบทบาทสำคัญในการระบุ “จุดเสี่ยง” ของเมือง ไม่ว่าจะเป็นจุดอับสายตา จุดเกิดอุบัติเหตุบ่อย พื้นที่เสี่ยงอาชญากรรม หรือเส้นทางอพยพในยามฉุกเฉิน ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เมืองสามารถวางตำแหน่งกล้อง CCTV ไฟส่องสว่าง และหน่วยกู้ภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันในสถานการณ์วิกฤต เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่ Basemap จะทำหน้าที่เป็นแผนที่หลักให้ศูนย์บัญชาการใช้ประเมินสถานการณ์ วางเส้นทางช่วยเหลือ และประสานงานระหว่างหน่วยงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

นอกจากนี้ Basemap ยังเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา Digital Twin หรือเมืองจำลองสามมิติ ซึ่งนำข้อมูลจากแผนที่ฐานมาสร้างเป็นแบบจำลองเมืองเสมือนจริง เพื่อทดลองจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจลงมือทำในโลกจริง ไม่ว่าจะเป็นการจำลองน้ำท่วม การไหลของการจราจร การกระจายตัวของมลพิษ หรือการวางตำแหน่งโครงการใหม่ ๆ ทำให้การบริหารเมืองเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ” ไปสู่การ “คาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ

 

Basemap หัวใจโครงสร้างดิจิทัล ปั้น "เมืองพัทยา’" สู่ Smart City เต็มรูปแบบ

 

กล่าวโดยสรุป Basemap ไม่ใช่เพียงแผนที่ธรรมดา แต่เป็น “โครงข่ายข้อมูลเชิงพื้นที่” ที่เชื่อมโยงทุกมิติของเมืองเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ไปจนถึงการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจ

 

เมืองที่มี Basemap คุณภาพสูงจึงเปรียบเสมือนเมืองที่มีแผนที่สมองพร้อมใช้งาน สามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างแม่นยำ ลดความสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ และก้าวสู่การเป็น Smart City ที่บริหารจัดการด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง

 

เมื่อมีแผนที่ฐานที่แม่นยำแล้ว ก้าวต่อไปคือการสร้าง Digital Twin (แบบจำลองเมืองสามมิติ)

ซึ่งเป็นการจำลองเมืองในรูปแบบเสมือนจริง โดยนำข้อมูลจำนวนมหาศาลมาประมวลผล เพื่อจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนจะเกิดขึ้นจริง เช่น การจัดการน้ำท่วม โดยสามารถจำลองทิศทางการไหลของน้ำและระดับท่วมขังจากฝนตกหนัก วิเคราะห์จุดคอขวดของระบบระบายน้ำ เพื่อวางแผนป้องกันล่วงหน้าอย่างตรงเป้าหมาย

 

ในด้านมลพิษทางอากาศ Digital Twin ช่วยจำลองการเคลื่อนตัวของฝุ่นละอองและสารมลพิษตามทิศทางลมและอาคารสูง เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงและกำหนดมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้อย่างเป็นระบบ และในด้านการจราจร ระบบจำลองจะทำหน้าที่วิเคราะห์สภาพการจราจรจริงและทดลองปรับเปลี่ยนการเดินรถหรือสัญญาณไฟในแบบจำลองก่อนนำไปใช้จริงเพื่อให้การจราจรคล่องตัวที่สุด

 

การนำ Basemap และ Digital Twin มาใช้ในเมืองพัทยานั้นถูกวางให้ครอบคลุมทั้ง 6 มิติสำคัญ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม อากาศ น้ำ ความปลอดภัย จราจร และการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดการบริหารเมืองยุคใหม่ที่ไม่เพียงดูเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังเตรียมแผนรับมือกับความท้าทายและศักยภาพในระยะยาว โดยคาดว่าแนวทางนี้จะนำไปสู่การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยาและ GISTDA ในเร็ว ๆ นี้

 

นอกเหนือจากรากฐานข้อมูลเชิงพื้นที่แล้ว เมืองพัทยายังเดินหน้าพัฒนาด้าน โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและความปลอดภัย อย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 และ 2569 เมืองได้ขยายเครือข่ายกล้อง CCTV อัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อระบบ AI วิเคราะห์พฤติกรรมและเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งผสานการทำงานกับหน่วยงานกฎหมายและศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย ทำให้ทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงภาพจริงแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชันของเมืองได้มากกว่า 400 กล้อง และกำลังมีแผนขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ เมืองพัทยายังดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภายนอกหลายฝ่าย เช่น การพัฒนา เครือข่าย 5G ร่วมกับ National Telecom (NT) ซึ่งนำเทคโนโลยี 5G, AI และ Internet of Things (IoT) มาสนับสนุนการจัดการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการติดตั้ง “เสาอัจฉริยะ (Smart Poles)” ที่อาจมาพร้อมการแสดงข้อมูลสาธารณะหรือบริการอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายของทั้งผู้พักอาศัยและผู้มาเยือน

 

สรุปได้ว่า แนวทาง Smart City ของเมืองพัทยานั้นไม่ได้หมายถึงแค่การติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารเมือง โดยใช้ข้อมูลและแบบจำลองเชิงวิเคราะห์เพื่อวางแผนรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม มลพิษ จราจร ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับเมืองพัทยาให้เป็น เมืองอัจฉริยะระดับโลกที่น่าอยู่ น่าท่องเที่ยว และพร้อมรับอนาคต อย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

KTC MERCHANT App พลิกเกม SME ไทย รับชำระเงินเร็ว ง่าย ไร้รอยต่อ