สหรัฐฯ สั่งแก้เกม "ค่าไฟพุ่ง 267%" หลังบิ๊กเทคแห่ผุด Data Center
สมรภูมิ AI เดือด! "บิ๊กเทค" ทุ่มงบไม่อั้นผุด Data Center ยึดหัวหาดสหรัฐฯ ส่งผลกระทบลูกโซ่ทำ "โครงข่ายไฟฟ้า" ปั่นป่วนหนัก ชาวอเมริกันอ่วมเจอบิลค่าไฟพุ่งสูงสุดเกือบ 300%
KEY
POINTS
- รัฐบาลทรัมป์กดดัน PJM (ผู้คุมโครงข่ายไฟฟ้า) ให้เปิดประมูลพลังงานรอบฉุกเฉิน หวังบีบให้บริษัทเทคโนโลยีรับผิดชอบต้นทุนค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้น แทนที่จะผลักภาระให้ประชาชน
- พื้นที่รอบ Data Center เผชิญค่าไฟพุ่งสูงสุด 267% สาเหตุหลักไม่ใช่แค่ผลิตไฟไม่พอ แต่เกิดจาก "ระบบจำหน่ายไฟฟ้า" ที่ใช้งานมานานและต้นทุนซ่อมบำรุงสูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ
- นอกจากคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าจะแตะ 12% ของประเทศในปี 2028 แล้ว ยังมีความเสี่ยงเรื่อง "น้ำ" สำหรับระบายความร้อนที่ต้องการเพิ่มขึ้นถึง 170% ซึ่งอาจกระทบต่อการอุปโภคบริโภคของชุมชน
การแข่งขันชิงจ้าวโลกเทคโนโลยี AI ของบรรดายักษ์ใหญ่ไอที กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานสหรัฐฯ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งทะยานจน "ระบบสายส่ง" ที่ใช้งานมานานรับมือไม่ไหว และคนที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนเกินนี้กลับกลายเป็นภาคครัวเรือน
สถานการณ์ตึงเครียดจนฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และกลุ่มผู้ว่าการรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ นั่งไม่ติด ต้องออกมาจี้ "PJM" ผู้ดูแลระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหญ่ที่สุดของประเทศ ให้เร่งหามาตรการบรรเทาภาระค่าไฟด่วน
โดยภาครัฐต้องการให้เปิด "ประมูลพลังงานรอบฉุกเฉิน" เพื่อโยนภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้บริษัทเทคโนโลยีเป็นคนจ่าย (ไม่ใช่ให้ชาวบ้านมาหารเฉลี่ย) แต่ฝั่ง PJM แย้งว่าไม่รู้เรื่องแผนนี้มาก่อน
เจาะทำเล Data Center เวอร์จิเนียครองแชมป์
ปัจจุบัน "รัฐเวอร์จิเนีย" ครองบัลลังก์ศูนย์กลาง Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ข้อมูลจาก Data Center Map ระบุชัดว่ามีศูนย์ข้อมูลอัดแน่นถึง 561 แห่ง กระจายอยู่ใน 23 ตลาดหลัก
แต่เมื่อพื้นที่เดิมเริ่มแออัด รายงานจาก McKinsey & Company ชี้ให้เห็นเทรนด์การย้ายฐานทัพสู่พื้นที่ห่างไกล ที่ยังมีพลังงานเหลือเฟือและระบบสายส่งยังไม่ตึงตัว โดยเป้าหมายใหม่ได้แก่ เดนเวอร์, ลอสแอนเจลิส และเพนซิลเวเนีย
นอกจากนี้ หลายรัฐเริ่มงัดมาตรการจูงใจมาดึงดูดนักลงทุน อย่างเช่น รัฐโอไฮโอ ที่เสนอยกเว้นภาษีการขาย ทั้งแบบบางส่วนและเต็มจำนวน ให้กับบริษัทที่กล้าทุ่มเม็ดเงินลงทุนก้อนโต
บิ๊กเทคกระเป๋าหนัก ทุ่มงบแสนล้านไม่ยั้ง
ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีกำลังเร่งเครื่องเต็มสูบเพื่อชิงความได้เปรียบ
- Meta: รายงานตัวเลขรายจ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 สูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ซึ่งเม็ดเงินส่วนใหญ่ละลายไปกับค่าก่อสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน
- Microsoft: ทุ่มหนักกว่าที่ 2.42 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
- Amazon: ประกาศปักธงรัฐอินดีแอนาตอนเหนือ ด้วยงบลงทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างแคมปัส Data Center แห่งใหม่ เพิ่มเติมจากงบเดิม 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้เมื่อปี 2024
สอดคล้องกับข้อมูลของ Bank of America ที่ประเมินว่า ณ เดือนกันยายน ตัวเลขการใช้จ่ายเพื่อก่อสร้าง Data Center ของบริษัทต่างๆ พุ่งแตะระดับ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี (ณ รอบเดือนมิถุนายน)
ชาวบ้านกระอัก ค่าไฟพุ่ง 267%
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) รายงานว่า อัตราค่าไฟฟ้าที่อยู่อาศัยในเดือนตุลาคมปรับตัวสูงขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับปี 2024 แต่ตัวเลขที่น่าตกใจยิ่งกว่ามาจากการวิเคราะห์ของ Bloomberg News ที่พบว่า พื้นที่ใกล้เคียง Data Center มีต้นทุนค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นถึง 267% เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน
ไรอัน เฮลดิก (Ryan Hledik) ผู้บริหารจาก Brattle Group บริษัทที่ปรึกษาชื่อดัง อธิบายถึงสาเหตุของปัญหานี้ว่า ไม่ได้เกิดจากความต้องการใช้ไฟที่พุ่งสูงเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่คือ "ระบบจำหน่ายไฟฟ้า" (Distribution System) ของสหรัฐฯ ที่เสื่อมสภาพ
"การขึ้นค่าไฟในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนในการจัดการระบบจำหน่าย ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการซ่อมแซมและขยายเขต ยิ่งมาเจอกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Shock) หลังยุคโควิด ยิ่งทำให้ราคาทะยานขึ้นไปอีก" เฮลดิกขยายความ
อย่างไรก็ตาม เขามองว่ายังมีข้อยกเว้น หาก Data Center เลือกตั้งในพื้นที่ที่มีกำลังการผลิตเหลือเฟือหรือเลือกเดินเครื่องในช่วงที่คนใช้ไฟน้อย ราคาค่าไฟในพื้นที่นั้นก็อาจปรับลดลงได้
Data Center กับอนาคตที่ต้องแลกด้วย "ทรัพยากร"
กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ออกรายงานเมื่อเดือนธันวาคม 2024 คาดการณ์ว่า ภายในปี 2028 Data Center จะบริโภคไฟฟ้าสูงถึง 6.7% - 12% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐฯ ซึ่งก้าวกระโดดจากระดับ 4.4% ในปี 2023 อย่างน่าตกใจ
ไม่ใช่แค่ไฟฟ้า แต่ "น้ำ" คืออีกหนึ่งทรัพยากรที่กำลังถูกแย่งชิง รายงานจาก McKinsey อ้างอิงข้อมูล WestWater Research ระบุว่า ระบบทำความเย็นที่ซับซ้อนของ Data Center จะทำให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นถึง 170% ภายในปี 2030 และเรายังไม่นับรวมน้ำที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนต้องใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับศูนย์ข้อมูลเหล่านี้
ทางออก? ต้อง Win-Win ไม่ใช่ให้ชุมชนรับกรรม
สถานการณ์ที่เริ่มบานปลายทำให้หน่วยงานสาธารณูปโภคและภาครัฐเริ่มขยับตัวแก้เกม ตัวอย่างเช่น "รัฐออริกอน" ที่ผ่านร่างกฎหมายบังคับให้ Data Center ต้อง "จ่ายตามภาระจริง" ที่ก่อให้เกิดกับโครงข่ายไฟฟ้า ห้ามผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟรายย่อย
ด้านภาคเอกชนอย่าง Microsoft ก็เริ่มส่งสัญญาณประนีประนอม โดยระบุว่าจะขอยื่นจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นในพื้นที่ที่ตนเข้าไปตั้งฐาน เพื่อลดแรงต้านจากสังคม
เฮลดิก ทิ้งท้ายด้วยประเด็นชวนคิดถึงการอยู่ร่วมกันว่า "โจทย์สำคัญคือเราจะสร้างเงื่อนไขอย่างไรให้ทุกฝ่ายเป็นผู้ชนะ (Win-Win) ไม่ใช่สถานการณ์ที่มีผู้กอบโกยผลประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว แล้วปล่อยให้ชุมชนท้องถิ่นต้องก้มหน้ารับกรรม"
อ้างอิง: CNN


