ถอดรหัส City Branding "ทรงวาด" อัตลักษณ์เมืองเก่าที่กลายเป็นแบรนด์ร่วมสมัย
"ทรงวาด" ไม่ใช่แค่ย่านเก่าที่กลับมาฮิต แต่คือบททดสอบของการฟื้นเมืองอย่างยั่งยืน จะเติบโตอย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวตน วิถีชุมชน และความหมายที่แท้จริงของเมือง
KEY
POINTS
- ย่านทรงวาดสร้างแบรนด์จากอัตลักษณ์ดั้งเดิมและวิถีชีวิตจริง (Organic City Branding) โดยผสมผสานย่านการค้าเก่าแก่เข้ากับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทำให้เกิดเสน่ห์ที่ไม่ปรุงแต่งและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม
- ความสำเร็จของทรงวาดได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติและทำหน้าที่เป็น Soft Power ที่สำคัญ โดยนำเสนอภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยที่มีชีวิตชีวาและร่วมสมัย ไม่ใช่แค่การจัดฉากเพื่อการท่องเที่ยว
- ความท้าทายสำคัญคือการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาค่าเช่าที่สูงขึ้น (Gentrification) การท่องเที่ยวที่ล้นเกิน และการสูญเสียตัวตนของชุมชนดั้งเดิม
City Branding ที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างใหม่ หากเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่
ย่านทรงวาดเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ City Branding แบบไม่เป็นทางการ (Organic City Branding) ซึ่งไม่ได้เริ่มจากแคมเปญของรัฐหรือโลโก้เมือง หากเติบโตจากอัตลักษณ์ดั้งเดิม วิถีชุมชน และการตีความใหม่ของคนรุ่นปัจจุบัน
โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนถอดรหัส “ทรงวาด” สร้างแบรนด์ย่านของตนเองได้อย่างไร และอะไรคือจุดแข็ง–จุดท้าทายในระยะยาว
“ทรงวาด” จากย่านการค้าเก่า สู่กลไก City Branding ของกรุงเทพฯ และ Soft Power ไทย
เมืองที่แบรนด์แข็งแรง เริ่มจากย่านที่มีตัวตน
หากเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาจากท่าเรือราชวงศ์ในยามเช้า กลิ่นกาแฟคั่วใหม่จะลอยปะปนกับกลิ่นไม้เก่าจากโกดังอายุกว่าร้อยปี เสียงรถเข็นและบทสนทนาภาษาจีนแต้จิ๋วที่ยังหลงเหลืออยู่ คือภาพจำของ “ย่านทรงวาด” ย่านการค้าเก่าแก่ที่กำลังฟื้นคืนชีพ และค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพมหานคร โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ไว้เบื้องหลัง
และในท่ามกลางการแข่งขันของเมืองใหญ่ทั่วโลกในการสร้างภาพลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยว “กรุงเทพมหานคร” คือหนึ่งในเมืองที่มีแบรนด์แข็งแรงที่สุดในระดับโลก แต่ความแข็งแรงนั้นไม่ได้เกิดจากแลนด์มาร์กขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว หากเกิดจากย่านเล็กๆ ที่มีเรื่องเล่า มีชีวิต และมีอัตลักษณ์จริง หนึ่งในนั้นคือ “ย่านทรงวาด” ย่านการค้าเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของ City Branding กรุงเทพฯ ในยุคใหม่
กรุงเทพฯ บนเวทีโลก เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก
ในระดับภาพใหญ่ กรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง จากดัชนีของ Euromonitor International โดยในปี 2024 กรุงเทพฯ ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 32.4 ล้านคน และในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 30.3 ล้านคน ครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งสองปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนพลังของแบรนด์กรุงเทพฯ ในฐานะ Global Tourism City
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลในระดับ “ทั้งเมือง” ไม่ได้สะท้อนมิติของประสบการณ์เชิงลึกในแต่ละย่าน เมืองที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากไม่มีพื้นที่รองรับประสบการณ์ที่หลากหลาย ก็ยากจะเพิ่มมูลค่าเชิงคุณภาพให้กับการท่องเที่ยว นี่คือจุดที่ย่านอย่างทรงวาดเข้ามามีบทบาท
“ทรงวาด” ย่านการค้าที่ไม่เคยหยุดหายใจ
ทรงวาดถือกำเนิดขึ้นจากการเป็นถนนการค้าสำคัญตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 โกดังสินค้า ร้านค้าส่ง และเครือข่ายพ่อค้าไทย–จีน ทำให้ย่านนี้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจยุคแรกของกรุงเทพฯ แม้บทบาทการค้าขนาดใหญ่จะลดลงตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปคือ “การใช้งานจริง” ของพื้นที่
วันนี้ ทรงวาดยังคงเป็นย่านการค้าที่มีชีวิตในตอนเช้า ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ คาเฟ่ แกลเลอรี และร้านอาหารร่วมสมัยเข้ามาอยู่ร่วมกับร้านดั้งเดิม นี่คือรากฐานสำคัญของ Brand DNA ของทรงวาด ย่านที่ไม่ถูกแช่แข็งให้เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่พัฒนาไปพร้อมกับชีวิตประจำวันของผู้คน
City Branding แบบไม่ปรุงแต่ง ความจริงคือจุดขาย
City Branding ของทรงวาดไม่ได้เริ่มจากโลโก้ สโลแกน หรือแผนการตลาด หากเติบโตจากความจริงของพื้นที่ อาคารโกดังเก่า ป้ายภาษาจีนซีดจาง จังหวะเวลาของย่านตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ล้วนทำหน้าที่เป็น “สื่อสารแบรนด์” โดยไม่ต้องพูด
Brand Personality ของทรงวาดจึงเป็นย่านที่สุขุม เงียบ ลึก และจริง แตกต่างจากย่านท่องเที่ยวเชิงมวลชน (Mass Tourism) ทรงวาดดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่แสวงหาประสบการณ์ นักเดินทางเชิงวัฒนธรรม ครีเอทีฟ และชาวต่างชาติที่อยากเข้าใจกรุงเทพฯ ในมิติที่ลึกกว่าแค่การถ่ายภาพ
การยอมรับในระดับนานาชาติ สัญญาณของแบรนด์ที่เติบโต
แม้จะยังไม่มีสถิติทางการเกี่ยวกับจำนวนผู้มาเยือนรายวันหรือรายย่านของทรงวาด แต่การรับรู้ในระดับนานาชาติสะท้อนศักยภาพของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน เมื่อทรงวาดได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน “40 ย่านท่องเที่ยวที่น่าไปที่สุดในโลก” (อันดับที่ 39) จากการสำรวจของ Time Out ซึ่งอ้างอิงประสบการณ์ของนักเดินทางจากทั่วโลก
การจัดอันดับนี้ไม่ได้หมายถึงจำนวนคน แต่หมายถึง “คุณค่าทางประสบการณ์” และตอกย้ำบทบาทของทรงวาดในฐานะย่านที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์กรุงเทพฯ ให้มีมิติทางวัฒนธรรมที่ลึก ซับซ้อน และร่วมสมัย
ทรงวาดกับ Soft Power ไทย พลังเงียบที่ทรงอิทธิพล
ในยุคที่ Soft Power กลายเป็นวาระแห่งชาติ ทรงวาดคือกรณีศึกษาของ Soft Power แบบไม่ปรุงแต่ง อาหารจีนดั้งเดิม ภูมิปัญญาการค้า วิถีชีวิตริมแม่น้ำ และสุนทรียะของเมืองเก่าที่ไม่ถูกจำลอง ทั้งหมดนี้ล้วนคือประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจอย่างยั่งยืน
Soft Power ในแบบทรงวาดไม่ได้ส่งเสียงดัง แต่ฝังอยู่ในความทรงจำของผู้มาเยือน และช่วยขยายภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีวัฒนธรรมมีชีวิต ไม่ได้ถูกจัดวางเพื่อการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
ความท้าทายของการฟื้นเมืองอย่างยั่งยืน การเติบโตโดยไม่สูญเสียตัวตน
แม้ย่านทรงวาดจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญของการฟื้นเมืองคือคำถามว่า จะเติบโตอย่างไรโดยไม่สูญเสียตัวตนดั้งเดิม บทเรียนจากหลายเมืองเก่าทั่วโลกสะท้อนตรงกันว่า ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หากขาดการออกแบบเชิงระบบ อาจย้อนกลับมาทำลายอัตลักษณ์ที่เป็นจุดขายของย่านนั้นเอง
ประเด็นแรกคือการควบคุมค่าเช่าและต้นทุนการอยู่อาศัยไม่ให้ผลักดันคนดั้งเดิมออกจากพื้นที่ เมื่อย่านได้รับความนิยม ค่าเช่ามักปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ร้านค้าดั้งเดิมและผู้อยู่อาศัยระยะยาวอาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ จนนำไปสู่ปรากฏการณ์ gentrification ซึ่งทำให้ย่านกลายเป็นเพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์ไร้ราก หากทรงวาดสูญเสียพ่อค้าเก่า ร้านค้าดั้งเดิม และวิถีชีวิตจริง แบรนด์ของย่านก็จะเหลือเพียงเปลือกภายนอก
ประเด็นที่สองคือการจัดการนักท่องเที่ยวไม่ให้ล้นเกินศักยภาพของพื้นที่ ย่านทรงวาดมีโครงสร้างถนนและอาคารที่ออกแบบมาเพื่อการค้าขายในอดีต ไม่ได้รองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากแบบ mass tourism การออกแบบการไหลของคน ช่วงเวลาการใช้งานพื้นที่ และการกระจายจุดสนใจ จึงเป็นหัวใจสำคัญ หากปล่อยให้ความนิยมเติบโตโดยไร้การจัดการ ความแออัด เสียงรบกวน และการรุกล้ำพื้นที่ชุมชน จะบั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนในย่านและประสบการณ์ของผู้มาเยือนในระยะยาว
ประเด็นสุดท้ายคือการรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับวิถีชุมชน การนำคาเฟ่ แกลเลอรี และธุรกิจร่วมสมัยเข้ามาไม่ใช่ปัญหา หากแต่ต้องไม่ทำให้ย่านกลายเป็นพื้นที่ที่คนท้องถิ่นรู้สึกเป็นคนนอก การฟื้นเมืองอย่างยั่งยืนจึงต้องเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของเรื่องเล่า เป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลง และได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ถูกใช้เป็นเพียงฉากหลังของการพัฒนา
บทเรียนจากเมืองเก่าทั่วโลกชี้ชัดว่า เมืองที่ฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เมืองที่สวยที่สุดหรือดังที่สุด แต่คือเมืองที่ยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ และความทรงจำไว้ได้อย่างแนบแน่น และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของย่านทรงวาดในวันที่แบรนด์กำลังเติบโต
บทบาทเชิงกลยุทธ์ต่อ Smart City และการพัฒนาเมือง
เมื่อเชื่อมกับแนวคิด Smart City และการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ ทรงวาดสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองของการจัดการย่านอย่างชาญฉลาด ตั้งแต่การออกแบบเส้นทางเดินเท้า การกระจายผู้คนจากแลนด์มาร์กหลัก ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเมืองเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวิถีชุมชน
ในบริบทนี้ ทรงวาดไม่ใช่แค่ย่านท่องเที่ยว แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม” ที่ช่วยให้กรุงเทพฯ เติบโตอย่างมีคุณภาพ
สุดท้ายทรงวาดพิสูจน์แล้วว่า City Branding ที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างใหม่ หากเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ ย่านเล็ก ๆ ริมเจ้าพระยาแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ แต่เป็นบทเรียนสำคัญของการพัฒนาเมือง ที่ใช้ “ราก” เป็นพลังในการเขียนอนาคต...


