posttoday

WEF ชี้เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตน้ำครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษ

03 ธันวาคม 2568

รายงานล่าสุดจาก World Economic Forum ชี้ความต้องการใช้น้ำในเขตเมืองทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 80% ขณะที่จำนวนประชากรเมืองจะพุ่งขึ้นเป็น เกือบ 70% ของประชากรโลกทั้งหมด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วิกฤตน้ำได้พัฒนาเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดของโลก โดยเฉพาะในเขตเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว รายงานฉบับล่าสุดของ World Economic Forum (WEF) ระบุชัดว่า “เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังกลายเป็นแนวหน้า (frontline) ของปัญหาขาดแคลนน้ำ” และกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะที่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงกว่าปริมาณน้ำที่สามารถจัดหาได้อย่างยั่งยืน

 

รายงานคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2593 หรือปี 2050 ความต้องการใช้น้ำในเขตเมืองทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบ 80% ขณะที่จำนวนประชากรเมืองจะพุ่งขึ้นจนคิดเป็น เกือบ 70% ของประชากรโลกทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าเมืองจะต้องบริหารจัดการแหล่งน้ำสำหรับผู้คนจำนวนมหาศาลภายใต้ข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย และระบบธรรมาภิบาลน้ำที่ซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ภาพ : WEF

 

รายงานของ WEF ยังสะท้อนว่าปัญหาวิกฤติน้ำไม่ใช่เรื่องของประเทศยากจนหรือภูมิภาคที่แห้งแล้งเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเป็น “ความเสี่ยงระดับโลก” ที่กระทบทั้งเมืองในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ซึ่งหลายแห่งเริ่มมีระดับการใช้น้ำที่ “เกินความยั่งยืน” หรือ unsustainable use แล้ว ขณะเดียวกัน ภัยพิบัติด้านน้ำ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

นับจากปี 1970 เป็นต้นมา ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า และยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากภัยธรรมชาติมากกว่า 70% ของทั้งหมดทั่วโลก ส่งผลให้วิกฤติน้ำยิ่งกลายเป็นปัญหาเชิงระบบที่เชื่อมโยงทั้งด้านมนุษย์ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของเมือง

 

นอกจากมิติด้านความมั่นคงของมนุษย์แล้ว วิกฤติน้ำยังเป็น “ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจระดับมหภาค” รายงานของ WEF ชี้ว่า หากไม่มีการยกระดับการบริหารจัดการ น้ำจะกลายเป็นความเสี่ยงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจคิดเป็น กว่า 31% ของ GDP โลก หรือมากกว่า 70 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2050 โดยเฉพาะเมืองอุตสาหกรรมและเมืองท่องเที่ยวที่ต้องใช้น้ำจำนวนมากสำหรับภาคธุรกิจ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งจะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ความเสี่ยงนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อประกอบเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานน้ำในหลายเมืองที่มีอายุเก่า และระบบบริหารจัดการน้ำที่แยกส่วน ไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความผันผวนของสภาพภูมิอากาศได้ทันท่วงที

 

WEF ได้เสนอกรอบแนวคิดที่ชื่อว่า Water-BOOST ซึ่งเน้นว่า การแก้ปัญหาน้ำไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น กลไกสนับสนุนเงินทุน ความร่วมมือข้ามภาคส่วน และพื้นที่ให้สตาร์ทอัปหรือโครงการทดลองทดสอบนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมจริง เมืองที่สามารถสร้าง “สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการนำนวัตกรรมไปใช้จริง” จะมีโอกาสมากที่สุดในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

แนวทางที่สำคัญที่ Water-BOOST เน้น ได้แก่ การมีกลไกด้านกฎระเบียบที่ชัดเจน การสร้างความร่วมมืออย่างมีโครงสร้างระหว่างรัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันวิจัย และการเรียนรู้ระหว่างเมือง ซึ่งช่วยให้เมืองที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถนำบทเรียนของเมืองที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

 

หนึ่งในกรณีศึกษาที่โดดเด่นคือ ซานฟรานซิสโก ที่ยกระดับโครงการนำน้ำใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ให้กลายเป็น “ข้อบังคับ” สำหรับอาคารใหม่ขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการลงทุนในระบบน้ำหมุนเวียนระดับอาคารอย่างกว้างขวางและวางรากฐานให้ตลาดเทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำเติบโตอย่างมั่นคง ด้าน บาเลนเซีย ในสเปนเน้นการใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลาง โดยบริษัทน้ำในพื้นที่ติดตั้งเซ็นเซอร์นับล้านจุดเพื่อเก็บข้อมูลคุณภาพน้ำและปริมาณการใช้งาน ก่อนนำมาวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อลดน้ำสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และลดต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมทั้งขยายผลเป็นโซลูชันเชิงพาณิชย์ที่สามารถใช้ได้ในเมืองอื่นอีกด้วย

 

สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างของเมืองที่ใช้การรวมศูนย์ด้านสถาบันอย่างชาญฉลาด โดยให้หน่วยงานเดียวดูแลระบบน้ำทั้งหมด และสร้าง “Living Lab” เพื่อให้บริษัทและสตาร์ทอัปทดสอบเทคโนโลยีในสถานการณ์จริง ทำให้โซลูชันใหม่เข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น ในขณะที่ อักกรา เมืองหลวงของกานา แม้จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐาน แต่กลับโดดเด่นด้วยนวัตกรรมระดับรากหญ้า เช่น การผลิตเครื่องกรองน้ำเซรามิกจากวัตถุดิบในท้องถิ่นและระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงน้ำสะอาดให้กับประชาชนกว่า 800,000 คน

 

ทางด้าน บาร์เซโลนา ได้สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันวิจัยผ่าน Catalan Water Partnership ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีน้ำระดับภูมิภาคที่สนับสนุนโครงการกว่า 20 โครงการต่อปี และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำและการเติมน้ำลงชั้นหินอุ้มน้ำเพื่อรองรับปัญหาภัยแล้ง

 

ส่วน บังกาลูรู ในอินเดีย แม้จะเผชิญการเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว แต่สามารถใช้พลังของชุมชนและ NGO ในการฟื้นฟูทะเลสาบ เก็บน้ำฝน และจัดการคุณภาพน้ำแบบกระจายตัว เป็นตัวอย่างของเมืองที่พัฒนานวัตกรรมจากฐานชุมชน เพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางน้ำในระยะยาว

 

จากบทเรียนของเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ WEF สรุปว่า เมืองที่ต้องการแก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสม มากกว่ามุ่งเน้นเพียงโครงการเดี่ยวหรือเทคโนโลยีเฉพาะด้าน การแก้ปัญหาน้ำควรเป็นการออกแบบระบบที่ผสานเทคโนโลยี นโยบาย การลงทุน และความร่วมมือของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

 

เมืองจะสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงจากวิกฤตน้ำให้เป็น “โอกาสในการเร่งนวัตกรรม” และนำพาเมืองไปสู่ความยั่งยืน ความมั่นคง และความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างแท้จริง

 

รายงานของ WEF จึงเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่น้ำเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมือง นโยบายเศรษฐกิจ หรือการออกแบบนวัตกรรมใหม่ ๆ เมืองที่สามารถปรับตัวได้ก่อน จะมีภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่าเมืองอื่นอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน เมืองที่ยังพึ่งพาระบบแบบเดิม ๆ อาจต้องเผชิญทั้งต้นทุนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงทางสังคมที่รุนแรงขึ้นทุกปี เมื่อวิกฤตน้ำไม่ใช่เรื่องอนาคตไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้น และจะรุนแรงยิ่งขึ้นในทศวรรษต่อจากนี้

 

สรุป: ทำไม ‘น้ำ’ และ ‘เมือง’ เป็นประเด็นเร่งด่วน

  • เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญ “วิกฤตน้ำ” ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในเขตเมืองมักเกินกว่าที่มีอยู่ และคาดว่าเมื่อประชากรเมืองเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้น้ำในเมืองอาจเพิ่มขึ้นถึง 80% ภายในปี 2050 
  • ปัจจัยที่กระตุ้นความเสี่ยง การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว, โครงสร้างพื้นฐานที่เก่า / ไม่เพียงพอ, ภัยแล้ง, สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ฯลฯ 
  • “ความกดดัน” เหล่านี้ กำลังผลักดันให้เมือง ภาครัฐ เอกชน ชุมชน และภาคสังคมหันมามอง “นวัตกรรมด้านน้ำ” เป็นโอกาส แทนที่จะเป็นปัญหา

 

บทเรียนสำคัญ 3 ข้อที่ Water-BOOST เน้น:

  1. นวัตกรรมต้องอาศัยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย และกลไกที่เหมาะสม (regulation, incentives, platforms)
  2. “ความร่วมมือ” (collaboration) สำคัญเท่ากับ “การมีส่วนร่วม” (participation) การทำงานข้ามภาคส่วนช่วยให้โซลูชันขยายผลได้จริง
  3. เมืองควร “เรียนรู้จากเมืองอื่น” (structured comparison) เพื่อปรับใช้กลไกที่เหมาะกับบริบทของตนเอง

 

 

ที่มา: https://www.weforum.org/stories/2025/11/water-innovation-accra-barcelona-san-francisco/

ข่าวล่าสุด

กลุ่ม ปนป.15 เสนอระบบ PLS แก้กฎหมายประมงพื้นบ้านสมุทรสาคร