posttoday

พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ผุดกองทุน หนุนเทคโนโลยี คุมเข้มปล่อยก๊าซเรือนกระจก

03 ธันวาคม 2568

“พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช” เผย ร่าง พ.ร.บ.ลดโลกร้อน สร้างความสมดุลระหว่างการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวรับมือภัยพิบัติ ต้องรายงานการปล่อยก๊าซอย่างเข้มงวด มีกองทุนสนับสนุนเทคโนโลยีขั้นสูง

หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกำลังเป็นที่จับตาถึงก้าวต่อไปของ ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.ลดโลกร้อน) ว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ ภายในปี 2570 หรือไม่ พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าว Keynote Speech: Climate Act: New Laws and Regulations, The Game Changer ในงานสัมมนา SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges จัดโดย กรุงเทพธุรกิจว่า

กฎหมายนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ "รักโลก" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นกลไกที่สำคัญและมีความสมดุลในการ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

กำหนดเส้นทางและไทม์ไลน์

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 205 มาตรา โดยคาดการณ์ว่าตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ กฎหมายจะสามารถผ่านสภาและบังคับใช้ได้ในช่วง ต้นปี 2570 ขั้นตอนถัดไปคือการส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจร่าง 205 มาตรา หลังจากนั้น จะต้องนำเข้าสู่สภาเพื่อรับหลักการในวาระ 1, เข้าสู่วาระ 2 เพื่อตั้งกรรมาธิการพิจารณาร่างมาตรา, และโหวตวาระ 3 ก่อนจะส่งต่อไปยังวุฒิสภา (สว.) ต่อไป

หากไม่มีกฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือใหม่ ผู้ที่เกี่ยวข้องและคนไทยหลายล้านคนจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2031-2035 ไปจนถึงเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ได้ ดังนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

กลไกหลักในกฎหมาย การลดก๊าซและการเงิน

1. การควบคุมและการรายงาน กฎหมายกำหนดให้มีประมาณ 3,000–4,000 นิติบุคคล ต้องรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ Scope 2) เข้ามาเพื่อประเมินและนำไปสู่การบังคับใช้กับอุตสาหกรรมบางกลุ่ม โดยเฉพาะองค์กรที่ปล่อยก๊าซในปริมาณมาก (กว่า 300 นิติบุคคล) จะต้องถูกควบคุมการปล่อยก๊าซผ่านการจัดสรรสิทธิ์ (Cap and Trade)

2. กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฎหมายได้จัดตั้งกองทุนนี้ขึ้น โดยจะเกิดขึ้นหลังกฎหมายบังคับใช้ 2 ปี เพื่อใช้เงินช่วยสนับสนุนทั้งภาคเอกชน ภาคประชาชน ท้องถิ่น และงานวิจัย โดยเงินในกองทุนจะมาจากค่าธรรมเนียมการปล่อยคาร์บอน (Carbon revenue) เพื่อกลับไปใช้ในการลดคาร์บอน หรือรองรับภัยที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กองทุนนี้จะช่วยอุดช่องว่างทางการเงินสำหรับเทคโนโลยีลดคาร์บอนที่มีราคาสูง (decarbonization)

3. กลไกภาษีและการค้า

◦ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มีการวางแผนที่จะเก็บภาษีคาร์บอน โดยอาจเริ่มต้นที่สินค้าบางประเภท เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น 200 บาทต่อตันคาร์บอน หรือประมาณ 40-50 สตางค์ต่อลิตร) ภาษีนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ปัจจุบันยังไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง

พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ผุดกองทุน หนุนเทคโนโลยี คุมเข้มปล่อยก๊าซเรือนกระจก

พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช

◦ ภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (Island CBAM) เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน (level playing field) สำหรับผู้ผลิตในประเทศที่ถูกกำกับควบคุม ร่าง พ.ร.บ.จะใช้กลไก "Island CBAM" ในการจัดเก็บภาษีกับสินค้าจากประเทศคู่แข่งที่ไม่มีการลดคาร์บอน เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย คล้ายกับที่สหภาพยุโรป (EU) ดำเนินการ

การปรับตัวและการจัดการความเสี่ยง

กฎหมายนี้ให้ความสำคัญกับการปรับตัว (Adaptation) และการจัดการความเสี่ยงด้วย โดยจะวางรากฐานการบริหารจัดการ เช่น ปัญหาอุทกภัย 

กลไกสำคัญคือการเปลี่ยนจากการพึ่งพาข้อมูลย้อนหลังในอดีต (historical data) มาใช้ ข้อมูลพยากรณ์สภาพภูมิอากาศในอนาคต (Climate Projection) ที่มีความละเอียดสูงมาก โดยจะทำข้อมูลความละเอียดจากระดับ 100x100 ตารางกิโลเมตร ให้กลายเป็น 25x25 ตารางกิโลเมตร และในพื้นที่เสี่ยงสูงอาจถึงระดับ 100x100 ตารางเมตร เพื่อให้การบริหารจัดการและการเตือนภัยมีความแม่นยำสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนได้

การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน 

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารต่างๆ เพื่อกำหนดนิยามการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (สีเขียว) การลงทุนที่ไม่เป็นมิตร (สีแดง) และที่สำคัญคือ การลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (สีเหลือง) เพราะการเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวทันทีนั้นเป็นไปได้ยาก การสร้างการเงินสีเหลืองจึงจำเป็นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นและเป็นธรรม (just transition) โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้ประเทศสามารถเดินหน้าบนเส้นทางความยั่งยืนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าแม้จะมีกฎหมายและกลไกการเงินที่ดีเพียงใด เงินจากกองทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้

สิ่งที่ท้าทายที่สุดและมีต้นทุนที่ถูกที่สุดแต่ทำได้ยากที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Behavior) และทัศนคติ (mindset) ของผู้บริโภคทั้งหมด ซึ่งเป็นปัจจัยสุดท้ายที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนในอนาคตได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

บางจาก ย้ำน้ำมันไม่ขาด! เติมได้ปกติ พร้อมคืนพอยท์สมาชิกหากราคาขึ้น