posttoday

พรรคเพื่อไทย เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับ ปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

14 มีนาคม 2569

เพื่อไทยเปิดแผนผลักดันกฎหมาย 47 ฉบับ วาง 4 กลุ่มหลักเศรษฐกิจ–ความเป็นธรรม–ความมั่นคง–โครงสร้างประเทศ พร้อมดันเข้าสภาทันที 16 ฉบับหลังเปิดประชุม

KEY

POINTS

  • พรรคเพื่อไทยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมาย 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง
  • กฎหมายดังกล่าวแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน, การสร้างความเชื่อมั่น, ความปลอดภัยและความมั่นคง, และการสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง
  • ชูร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ หรือ "พ.ร.บ.ทุนมนุษย์" เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ทั้งนี้การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

 


 

1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ
เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ
เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ
เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ
เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

 

นายจุลพันธ์ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

 

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า “พ.ร.บ.ทุนมนุษย์” โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

 

สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู
ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา
ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน” เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง
ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

“ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

 

ส่วนด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

พร้อมย้ำว่าพรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน 

พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

“พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน” นายประเสริฐกล่าว.

 

 

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจได้รับกระทรวงด้านสังคมเป็นหลัก เช่น กระทรวงด้านการศึกษา ซึ่งอาจสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจหรือความมั่นคง นายยศชนันมองว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน การทำงานของภาครัฐมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม เทคโนโลยี และภัยพิบัติ ทำให้ไม่มีกระทรวงใดสามารถทำงานเพียงลำพังได้  ไม่ว่าพรรคจะได้ดูแลกระทรวงใด ก็สามารถสร้างผลงานได้เช่นกัน เพราะทุกกระทรวงจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน และน่าจะหมดยุคที่แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าไปข้างหน้าด้วยความร่วมมือและความสามัคคี 

ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในช่วง 4 ปี ข้างหน้าว่า ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะพิสูจน์อนาคตทางการเมืองของพรรค โดยพรรคได้หารือกันเบื้องต้นว่า ในช่วงเวลาของรัฐบาลชุดนี้ สมาชิกทุกคนต้องทำงานอย่างจริงจัง เพื่อให้การบริหารประเทศเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

นายประเสริฐกล่าวว่า พรรคได้กำชับ ส.ส. ให้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากการเมืองในปัจจุบันต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้จริง

ระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทุกฝ่ายในพรรคต้องร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับโอกาสที่ได้รับ และสร้างการเติบโตให้กับพรรคในอนาคต พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังมีความมุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพของพรรคให้เติบโตทางการเมืองต่อไปในอนาคต หลังจากเคยเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในอดี

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด

พลังงานไทยเร่งเจรจา Cheniere เพิ่มนำเข้า LNG เป็น 1.3 ล้านตันต่อปี รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง