"อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์" กางแผนพลังงานสะอาด ต้อง "Win" ทุกฝ่าย
"อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์"รมว.พลังงาน เปิดแผนพลังงานสะอาด รับโลกเปลี่ยน ชูนโยบาย "Quick Big Win" กระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท
การเร่งรัดประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ภายในปี 2050 จากเดิมในปี 2065 กับนโยบายเร่งด่วนด้านพลังงานสะอาดภายใต้นโยบาย "Quick Big Win"ของรัฐบาลกำลังเริ่มเห็นการทำงานแบบเป็นรูปธรรม ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมได้ถึง 1 ล้านล้านบาท สร้างงานได้ 29,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อย CO2 ได้ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงาน SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges หัวข้อ Green Energy Powering Sustainability พลังงานสะอาด พลังขับเคลื่อน เศรษฐกิจยั่งยืน จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า การเร่งรัดนโยบายนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้นำทั่วโลกต่างตระหนักถึงผลกระทบของสภาวะอากาศที่แปรปรวน (Extreme Weather Event) และการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศของโลกในระยะยาว
นอกจากนี้ พลังงานสะอาดยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศผ่านมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ ๆ เช่น ภาษีคาร์บอน หรือกลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของยุโรป หากประเทศไทยไม่ปรับตัว อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงผลักดันมาตรการที่รวดเร็ว (Quick) มีผลกระทบสูง (Big) และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย (Win) โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานพลังงานให้สอดคล้องกับทิศทางอนาคต
สถานการณ์เร่งด่วนและความท้าทาย
แม้ประเทศไทย จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ถึง 1% ของโลก แต่กลับติดอันดับประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศในลำดับต้น ๆ (ปัจจุบันอันดับ 17) นอกจากนี้ ประเทศคู่แข่งในเอเชียหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ได้ประกาศขยับเป้าหมาย Net Zero ไปเป็นปี 2050 แล้ว ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ปี 2065
ภาคพลังงานและการขนส่งถือเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงกว่า 60% จึงเป็นเป้าหมายหลักในการปรับเปลี่ยนมาตรการ การบริหารจัดการพลังงานจึงต้องสร้างความสมดุลระหว่าง 3 เสาหลัก ได้แก่ ความมั่นคง (Security) ความยั่งยืน (Sustainability) และราคาที่เหมาะสมทางเศรษฐกิจ (Economic)
มาตรการ Quick Big Win 3 ด้านหลัก
1. โซลาร์เพื่อประชาชน (Solar for the People)
มาตรการนี้เน้นการนำโซลาร์เซลล์เข้าสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนทุกภาคส่วน
• โซลาร์ฟาร์มชุมชน (Community Solar Farm): นำโควต้าโซลาร์ที่เหลืออยู่ 1,500 เมกะวัตต์ จากแผน PDP ปี 2018 มาจัดสรรใหม่ โดยกำหนดให้ภาคเอกชนต้องร่วมกับชุมชนในการพัฒนาโครงการขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อจุดเชื่อมต่อ (ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 2-3 เมกะวัตต์)
◦ ประโยชน์ต่อชุมชน: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะรับซื้อไฟฟ้าในราคา 2.16 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี และนำส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปกติ (ซึ่งปัจจุบันคือ 3.88 บาท/หน่วย) ไปเป็นส่วนลดค่าไฟให้แก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ
◦ ผลตอบแทนที่คาดหวัง: กระตุ้นการลงทุน 30,000 ล้านบาทต่อปี จ้างงานประมาณ 1,700 ตำแหน่ง และลด CO2 ได้เกือบ 1 ล้านตันต่อปี
• ลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์ครัวเรือน คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านไม่เกิน 200,000 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ (รอประกาศในราชกิจจานุเบกษา) โดยมีเป้าหมายกระตุ้นการติดตั้ง 90,000 ครัวเรือน ถึงปี 2571 คาดว่าจะกระตุ้นการลงทุน 10,000 ล้านบาท
• โซลาร์สูบน้ำเพื่อเกษตร ติดตั้งโซลาร์ฟาร์มและเครื่องสูบน้ำ พร้อมวางท่อประธาน เพื่อนำน้ำจากแหล่งน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรกรที่ขาดแคลนระบบสูบน้ำ
• โซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะลงทุนเอง ซึ่งมีต้นทุนต่ำ เนื่องจากไม่เสียค่าใช้จ่ายด้านพื้นที่ และอยู่ใกล้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์จากค่าไฟที่ถูกลง
• โซลาร์สำหรับประปาหมู่บ้าน ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย นำระบบโซลาร์เข้าไปแทนที่การใช้ปั๊มน้ำที่ยังต้องใช้น้ำมันหรือไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในหมู่บ้าน
2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาด
• Direct PPA (การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ (โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการสูง) สามารถเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตพลังงานสะอาดได้โดยตรง โดยการไฟฟ้าจะคิดเพียงแค่ค่าผ่านสาย ระบบนี้เปรียบเสมือนการจำลองการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าในอนาคต ตั้งเป้าไว้ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ คาดว่าจะกระตุ้นการลงทุน 60,000 ล้านบาท และลด CO2 ได้ 1.6 ล้านตันต่อปี
• การเร่งพัฒนาโครงข่ายในพื้นที่ EEC เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) พุ่งสูงขึ้นมาก รัฐบาลจึงเร่งให้มีการลงทุนสร้างสายส่งและระบบโครงข่ายให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุนของ Data Center ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนรวม 500,000 – 600,000 ล้านบาท การลงทุนโครงข่ายนี้จะเพิ่มความสามารถในการรับไฟได้อีก 3,800 เมกะวัตต์
3. การวางรากฐานและแผนระยะยาว (Long-Term Planning)
เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 รัฐบาลกำลังเร่งรัดการจัดทำ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ (คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2026) โดยมีการปรับวิธีการทำงานให้ประชุมถี่ขึ้น
• กำหนดทิศทางพลังงานใหม่ แผน PDP ใหม่จะกำหนดทิศทางพลังงานใน 15-20 ปีข้างหน้า และผนวกเป้าหมาย Net Zero 2050 เข้าไป เพื่อให้นักลงทุนเห็นชัดเจนว่าประเทศไทยจะมีแหล่งพลังงานสะอาดเพียงพอสำหรับการแข่งขันในตลาดโลก
• เชื้อเพลิงทางเลือกใหม่ โซลาร์อย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมาย จึงต้องนำเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงใหม่ ๆ เข้ามา
◦ ไฮโดรเจน (Hydrogen) ได้รับการประกาศให้เป็นเชื้อเพลิงของประเทศไทยแล้ว เพื่อให้มีการออกมาตรฐานต่าง ๆ (คุณภาพสินค้า การขนส่ง และความปลอดภัย) เพื่อกระตุ้นการลงทุนใหม่ ๆ รวมถึงการทดลองนำไฮโดรเจนผสมในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ 10% เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
◦ SMR (Small Modular Reactors) คาดว่าจะหนีไม่พ้นที่จะต้องอยู่ในแผน SMR เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (200-300 เมกะวัตต์) ที่มีความปลอดภัยสูงกว่าเทคโนโลยีดั้งเดิม เพราะสามารถชัตดาวน์ตัวเองได้หากเกิดปัญหา (ระบบหล่อเย็นในตัว) และใช้พื้นที่ควบคุมพิเศษเพียงประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร
◦ CCS (Carbon Capture and Storage) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ประเทศไทยมีศักยภาพในการกักเก็บที่อ่าวไทย รัฐบาลกำลังร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อสำรวจโครงสร้างใต้ทะเล หากสำเร็จ อาจเป็นธุรกิจใหม่ที่ใหญ่มาก (มูลค่า 400,000–500,000 ล้านบาท) และอาจมีลูกค้าระหว่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ เข้ามาใช้บริการ


