posttoday
กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมีกฎหมายข้อมูลในประเทศ รับดีมานด์ AI–Data Center พุ่ง

กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมีกฎหมายข้อมูลในประเทศ รับดีมานด์ AI–Data Center พุ่ง

26 พฤศจิกายน 2568

กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมี Data Sovereignty คุ้มครองข้อมูลสำคัญประชาชน รับดีมานด์ AI - Data Center พุ่ง พร้อมยกระดับลงทุนพลังงานสะอาด

นายสมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา Smart City 2026 Data Center พลิกประเทศ ในหัวข้อ “ไทยกับเป้าหมาย Data Center & Cloud Service Hub ในภูมิภาค” ว่า ปัจจุบันแนวโน้มการจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทยได้เปลี่ยนไป โดยจะไปรวมกันอยู่ที่ภาคตะวันออก หรือ EEC จากเดิมที่เคยตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ในยุคแรก การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากการเติบโตแบบ "ก้าวกระโดด" ของความต้องการใช้ Data Center เมื่อ 2 ปีก่อน Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในไทยมีขนาดเพียงประมาณ 8-10 เมกะวัตต์ (MW) และการสร้างขนาด 25 MW ถือว่าใหญ่มาก แต่ในวันนี้ เพิ่งเปิดไปไม่กี่เดือน ลูกค้ารายใหม่เข้ามาเจรจาขอใช้หลักร้อย

 

การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการที่ Data Center ยุคใหม่เปลี่ยนบทบาทจากการใช้เก็บข้อมูล เช่น การสำรองข้อมูลของธนาคารหรือบริษัทแทนการเก็บที่ออฟฟิศ แต่ตอนนี้จะมาเก็บที่ดาต้าเซ็นเตอร์​เพื่อสำรองเผื่อเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ฉะนั้นการเก็บข้อมูลแบบธรรมดาถือว่าเล็กมาก แต่ในปัจจุบัน เปลี่ยนไป แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่นั้นเพื่อ AI เป็นการประมวลผลและการคิด ใช้กำลังของคอมพิวเตอร์มากขึ้นกว่าเดิมเป็นพัน ๆ เท่า 

กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมีกฎหมายข้อมูลในประเทศ รับดีมานด์ AI–Data Center พุ่ง

อีกอย่างคือในอดีต เช่น การใช้งานแอปพลิเคชันแบบเก่า (เช่น การโอนเงิน) ข้อมูลจะต้อง "วิ่งไปวิ่งมา" เพื่อเช็กยอดบัญชี บัตรเครดิต หรือยอดเงินลงทุนเท่าไหร่ มีการวิ่งข้ามหลายระบบ แต่ AI ตอนนี้ต่างกัน แต่สำหรับการใช้ AI ผู้ใช้เพียงแค่ส่งคำสั่งสั้นๆ (prompt) หรือรูปภาพ (เป็น text base) ไปเพียงเล็กน้อย แต่การประมวลผลภายในนั้นใช้การคิดและคำนวณที่มากมายมหาศาล และคำตอบที่ส่งกลับมาก็ยังคงเป็น text base เช่นกัน วิธีการใช้ การส่ง และการรับข้อมูลจึงเปลี่ยนไปอย่างมาก แสดงว่าวิธีการส่งและวิธีการรับมันเปลี่ยนไปมาก จากการเก็บข้อมูลไปเป็นยุค AI 

 

ทำไมสิงคโปร์ถึงเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์?

นายสมิทธ์ ยกตัวอย่าง ดาต้าเซ็นเตอร์สิงคโปร์ ซึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาด 1,000 MW ในขณะที่ไทยมีเพียง 60 MW ในช่วงเวลาเดียวกัน สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก ไฟก็น้อย ไม่ได้มีไฟสะอาด แต่สาเหตุที่เลือกสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายที่บังคับว่าข้อมูลจะต้องถูกเก็บไว้ในประเทศ

 

ในอดีต ประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ในบริษัทข้ามชาติ เช่น สถาบันการเงินถูกสั่งห้ามส่งข้อมูลสำคัญออกนอกประเทศ โดยภาครัฐของประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ เกาหลี และประเทศในอเมริกา/ยุโรป ได้เล็งเห็นตรงนี้ก่อน ข้อมูลการเงินและข้อมูลสุขภาพของประชาชนต้องอยู่ในประเทศเท่านั้น 

 

กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมีกฎหมายข้อมูลในประเทศ รับดีมานด์ AI–Data Center พุ่ง

นายสมิทธ์ย้ำว่า ถ้าเราอยากให้ไทยพัฒนาเรื่องดาต้า เราต้องปรับเปลี่ยนกฏหมายให้ประเทศเรามี Data Sovereignty เรามีกฎหมายกำหนดว่าข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงต้องเก็บในประเทศ แต่ นิยามของข้อมูลความมั่นคงนั้นตีความได้ค่อนข้างแคบ โดยหมายถึงเพียง "ข้อมูลทหาร" 

 

ในขณะที่กฎหมายของเกาหลีหรือสิงคโปร์ตีความกว้างมาก ครอบคลุม "ข้อมูลราชการและประชาชน" การที่กฎหมายบังคับให้เก็บข้อมูลในประเทศนี้เองที่ช่วยสร้างความต้องการขั้นต้น (demand) และทำให้ธุรกิจ Data Center มีความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย (economies of scale) ยิ่งทำมาหยิ่งประหยัดต่อหน่วย สิงคโปร์จึงก้าวล้ำหน้าเราไป 

 

ความท้าทายด้านพลังงานสะอาดและการรักษาสมดุล

ปัจจุบันลูกค้าและ Hyper-scaler รายใหญ่ทั่วโลกที่เข้ามาในเมืองไทยต่าง ต้องการพลังงานสะอาด การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดทั้งหมด (เขียวหมด) มาพร้อมกับราคา ส่วนความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน หากใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ซึ่งผลิตไฟได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน แต่เรามี 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเราจะไปสู่พลังงานสะอาด แปลว่าการลงทุนด้านกำลังการผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 เท่าของกำลังผลิต ณ เวลานั้น เพราะเราผลิตแล้วใช้ตอนนั้น 1 หน่วย และก็ต้องเก็บไว้ในแบตเตอรี่สำรอง เพื่อเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้ในเวลาที่ไม่มีแดด ฉะนั้นการลงทุนต้องเพิ่มอีก 5 เท่าและเพิ่มแบตเตอรี่อีก 4 เท่า แต่เรื่องของราคาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม 

กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมีกฎหมายข้อมูลในประเทศ รับดีมานด์ AI–Data Center พุ่ง

ประเทศเพื่อนบ้านมีความได้เปรียบด้านราคาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ไม่สะอาดสิงคโปร์ มีพื้นที่เล็ก ไม่มี Wind Farm หรือ Solar Farm พลังงานส่วนใหญ่จึงไม่สะอาด เพราะใช้เชื้อเพลิงในการผลิต หรือในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ผลิตไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งจาก ถ่านหิน (อินโดนีเซียมี ดาต้าเซ็นเตอร์ ประมาณ 200 MW และมาเลเซีย 120 MW)


ขณะที่ความได้เปรียบของไทย ใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 10% (ประมาณ 8%) โดยส่วนใหญ่ประมาณ 50-60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าถ่านหินถึงกว่าครึ่ง (ก๊าซธรรมชาติปล่อยประมาณ 0.4 หน่วย เทียบกับถ่านหิน 1 หน่วย)

 

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การพัฒนาพลังงานสะอาด เราต้องนึกถึงคู่แข่งด้วย ประเทศไทยมีแต้มต่อเหนือกว่าเพื่อนบ้านในด้านพลังงานที่สะอาดกว่า แต่ถ้าหากไปเร็วเกินไปอาจทำให้ประเทศเสียความสามารถในการแข่งขัน หากไปช้าเกินไป จะถูกประเทศเพื่อนบ้านและประเทศใหญ่กดดันว่าไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราควรไปอย่างชาญฉลาด ไม่เร่งเดินไป เพื่อไม่ให้ประทบกับค่าไฟ

 

ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์  ฟังดูเป็นธุรกิจที่ "เซ็กซี่" แต่มีรายละเอียดที่สำคัญ เนื่องจากใช้ไฟและ น้ำมหาศาล การสร้างที่ดีต้องมีการประหยัดน้ำประหยัดไฟ ยกตัวอย่างที่ออกแบบไม่ดี อาจใช้น้ำสูงถึง 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวันต่อเมกะวัตต์ ในขณะที่ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ออกแบบดีจะใช้เพียง 70 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งแตกต่างกันถึง 5 เท่า การออกแบบที่ดีจะช่วยดึงดูดการลงทุนและประหยัดพลังงาน

 

การบริหารจัดการโครงสร้างสายส่ง การที่ Data Center กระจุกตัวอยู่ที่เดียว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการลงทุนเรื่องสายส่ง ตัวอย่างเช่น ในมาเลเซียมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะสำหรับ Data Center ทุกยี่ห้อ โดยลากสายส่งกำลังสูง เข้าไปในนิคมโดยตรง และมีสถานีย่อยแปลงกำลังไฟเพื่อใช้งาน วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสายส่งที่มีปัญหาในการส่งกำลังไฟฟ้า แม้ว่าจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอแล้วก็ตาม

 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว