
กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมีกฎหมายข้อมูลในประเทศ รับดีมานด์ AI–Data Center พุ่ง
กัลฟ์ ชี้ไทยต้องมี Data Sovereignty คุ้มครองข้อมูลสำคัญประชาชน รับดีมานด์ AI - Data Center พุ่ง พร้อมยกระดับลงทุนพลังงานสะอาด
นายสมิทธ์ พนมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา Smart City 2026 Data Center พลิกประเทศ ในหัวข้อ “ไทยกับเป้าหมาย Data Center & Cloud Service Hub ในภูมิภาค” ว่า ปัจจุบันแนวโน้มการจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทยได้เปลี่ยนไป โดยจะไปรวมกันอยู่ที่ภาคตะวันออก หรือ EEC จากเดิมที่เคยตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ในยุคแรก การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นจากการเติบโตแบบ "ก้าวกระโดด" ของความต้องการใช้ Data Center เมื่อ 2 ปีก่อน Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในไทยมีขนาดเพียงประมาณ 8-10 เมกะวัตต์ (MW) และการสร้างขนาด 25 MW ถือว่าใหญ่มาก แต่ในวันนี้ เพิ่งเปิดไปไม่กี่เดือน ลูกค้ารายใหม่เข้ามาเจรจาขอใช้หลักร้อย
การเติบโตนี้เป็นผลมาจากการที่ Data Center ยุคใหม่เปลี่ยนบทบาทจากการใช้เก็บข้อมูล เช่น การสำรองข้อมูลของธนาคารหรือบริษัทแทนการเก็บที่ออฟฟิศ แต่ตอนนี้จะมาเก็บที่ดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อสำรองเผื่อเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ฉะนั้นการเก็บข้อมูลแบบธรรมดาถือว่าเล็กมาก แต่ในปัจจุบัน เปลี่ยนไป แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่นั้นเพื่อ AI เป็นการประมวลผลและการคิด ใช้กำลังของคอมพิวเตอร์มากขึ้นกว่าเดิมเป็นพัน ๆ เท่า
อีกอย่างคือในอดีต เช่น การใช้งานแอปพลิเคชันแบบเก่า (เช่น การโอนเงิน) ข้อมูลจะต้อง "วิ่งไปวิ่งมา" เพื่อเช็กยอดบัญชี บัตรเครดิต หรือยอดเงินลงทุนเท่าไหร่ มีการวิ่งข้ามหลายระบบ แต่ AI ตอนนี้ต่างกัน แต่สำหรับการใช้ AI ผู้ใช้เพียงแค่ส่งคำสั่งสั้นๆ (prompt) หรือรูปภาพ (เป็น text base) ไปเพียงเล็กน้อย แต่การประมวลผลภายในนั้นใช้การคิดและคำนวณที่มากมายมหาศาล และคำตอบที่ส่งกลับมาก็ยังคงเป็น text base เช่นกัน วิธีการใช้ การส่ง และการรับข้อมูลจึงเปลี่ยนไปอย่างมาก แสดงว่าวิธีการส่งและวิธีการรับมันเปลี่ยนไปมาก จากการเก็บข้อมูลไปเป็นยุค AI
ทำไมสิงคโปร์ถึงเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์?
นายสมิทธ์ ยกตัวอย่าง ดาต้าเซ็นเตอร์สิงคโปร์ ซึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาด 1,000 MW ในขณะที่ไทยมีเพียง 60 MW ในช่วงเวลาเดียวกัน สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก ไฟก็น้อย ไม่ได้มีไฟสะอาด แต่สาเหตุที่เลือกสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายที่บังคับว่าข้อมูลจะต้องถูกเก็บไว้ในประเทศ
ในอดีต ประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ในบริษัทข้ามชาติ เช่น สถาบันการเงินถูกสั่งห้ามส่งข้อมูลสำคัญออกนอกประเทศ โดยภาครัฐของประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ เกาหลี และประเทศในอเมริกา/ยุโรป ได้เล็งเห็นตรงนี้ก่อน ข้อมูลการเงินและข้อมูลสุขภาพของประชาชนต้องอยู่ในประเทศเท่านั้น
นายสมิทธ์ย้ำว่า ถ้าเราอยากให้ไทยพัฒนาเรื่องดาต้า เราต้องปรับเปลี่ยนกฏหมายให้ประเทศเรามี Data Sovereignty เรามีกฎหมายกำหนดว่าข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคงต้องเก็บในประเทศ แต่ นิยามของข้อมูลความมั่นคงนั้นตีความได้ค่อนข้างแคบ โดยหมายถึงเพียง "ข้อมูลทหาร"
ในขณะที่กฎหมายของเกาหลีหรือสิงคโปร์ตีความกว้างมาก ครอบคลุม "ข้อมูลราชการและประชาชน" การที่กฎหมายบังคับให้เก็บข้อมูลในประเทศนี้เองที่ช่วยสร้างความต้องการขั้นต้น (demand) และทำให้ธุรกิจ Data Center มีความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ต่อหน่วย (economies of scale) ยิ่งทำมาหยิ่งประหยัดต่อหน่วย สิงคโปร์จึงก้าวล้ำหน้าเราไป
ความท้าทายด้านพลังงานสะอาดและการรักษาสมดุล
ปัจจุบันลูกค้าและ Hyper-scaler รายใหญ่ทั่วโลกที่เข้ามาในเมืองไทยต่าง ต้องการพลังงานสะอาด การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดทั้งหมด (เขียวหมด) มาพร้อมกับราคา ส่วนความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน หากใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ซึ่งผลิตไฟได้ประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน แต่เรามี 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเราจะไปสู่พลังงานสะอาด แปลว่าการลงทุนด้านกำลังการผลิตจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5 เท่าของกำลังผลิต ณ เวลานั้น เพราะเราผลิตแล้วใช้ตอนนั้น 1 หน่วย และก็ต้องเก็บไว้ในแบตเตอรี่สำรอง เพื่อเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้ในเวลาที่ไม่มีแดด ฉะนั้นการลงทุนต้องเพิ่มอีก 5 เท่าและเพิ่มแบตเตอรี่อีก 4 เท่า แต่เรื่องของราคาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม
ประเทศเพื่อนบ้านมีความได้เปรียบด้านราคาไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่ไม่สะอาดสิงคโปร์ มีพื้นที่เล็ก ไม่มี Wind Farm หรือ Solar Farm พลังงานส่วนใหญ่จึงไม่สะอาด เพราะใช้เชื้อเพลิงในการผลิต หรือในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ผลิตไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งจาก ถ่านหิน (อินโดนีเซียมี ดาต้าเซ็นเตอร์ ประมาณ 200 MW และมาเลเซีย 120 MW)
ขณะที่ความได้เปรียบของไทย ใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 10% (ประมาณ 8%) โดยส่วนใหญ่ประมาณ 50-60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าถ่านหินถึงกว่าครึ่ง (ก๊าซธรรมชาติปล่อยประมาณ 0.4 หน่วย เทียบกับถ่านหิน 1 หน่วย)
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การพัฒนาพลังงานสะอาด เราต้องนึกถึงคู่แข่งด้วย ประเทศไทยมีแต้มต่อเหนือกว่าเพื่อนบ้านในด้านพลังงานที่สะอาดกว่า แต่ถ้าหากไปเร็วเกินไปอาจทำให้ประเทศเสียความสามารถในการแข่งขัน หากไปช้าเกินไป จะถูกประเทศเพื่อนบ้านและประเทศใหญ่กดดันว่าไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราควรไปอย่างชาญฉลาด ไม่เร่งเดินไป เพื่อไม่ให้ประทบกับค่าไฟ
ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ฟังดูเป็นธุรกิจที่ "เซ็กซี่" แต่มีรายละเอียดที่สำคัญ เนื่องจากใช้ไฟและ น้ำมหาศาล การสร้างที่ดีต้องมีการประหยัดน้ำประหยัดไฟ ยกตัวอย่างที่ออกแบบไม่ดี อาจใช้น้ำสูงถึง 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวันต่อเมกะวัตต์ ในขณะที่ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ออกแบบดีจะใช้เพียง 70 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งแตกต่างกันถึง 5 เท่า การออกแบบที่ดีจะช่วยดึงดูดการลงทุนและประหยัดพลังงาน
การบริหารจัดการโครงสร้างสายส่ง การที่ Data Center กระจุกตัวอยู่ที่เดียว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดการลงทุนเรื่องสายส่ง ตัวอย่างเช่น ในมาเลเซียมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะสำหรับ Data Center ทุกยี่ห้อ โดยลากสายส่งกำลังสูง เข้าไปในนิคมโดยตรง และมีสถานีย่อยแปลงกำลังไฟเพื่อใช้งาน วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสายส่งที่มีปัญหาในการส่งกำลังไฟฟ้า แม้ว่าจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอแล้วก็ตาม







