เจาะวิสัยทัศน์ “หัวเว่ย” ดันไทยสู่ Smart City ด้วย Data และ AI
เจาะวิสัยทัศน์ "ชวพล" หัวเว่ย เผย 3 กุญแจเปลี่ยนไทยสู่ Smart City ด้วย Data, Connectivity และ AI ย้ำต้องมีพลังงานสะอาดรองรับเพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจดิจิทัล
KEY
POINTS
- หัวเว่ยเผย เทคโนโลยีไอซีทีและพลังงานสะอาดจะไม่แยกจากกันอีกต่อไป การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Intelligence) ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียรและยั่งยืน (Sustainability) ไปพร้อมกัน
- การพัฒนาต้องครบวงจรตั้งแต่การดักจับข้อมูลเชิงลึก (Insightful Data), การเชื่อมต่อความเร็วสูงที่มีความปลอดภัย (Connectivity & Sovereignty) และขุมพลังประมวลผล AI ที่ใช้พลังงานสีเขียว
ภายในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND SMART CITY 2026 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ภายใต้หัวข้อ “ศักยภาพของประเทศไทย ในการลงทุน Data Center & Clouds Service”
ชวพล ชี้ให้เห็นว่า วันนี้เราไม่สามารถพูดถึง AI, Cloud หรือ Data Center ได้เลย หากละเลยเรื่องความยั่งยืน (Sustainability)
เพราะการประมวลผลขั้นสูงย่อมแลกมาด้วยการใช้พลังงานมหาศาล สองสิ่งนี้จึงกลายเป็นฟันเฟืองที่ต้องหมุนไปพร้อมกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เจาะลึก 3 เลเยอร์ ฐานรากสู่ความเป็นอัจฉริยะ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ถอดรหัสโครงสร้างพื้นฐานออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ เปรียบเสมือนร่างกายที่ต้องทำงานสอดประสานกัน
1. Data Layer: ขุมทรัพย์ใหม่
ในยุค AI "ข้อมูล" คืออาหารจานหลัก แต่ข้อมูลที่ว่าไม่ใช่แค่ตัวเลขในตาราง Excel แบบเดิมๆ หากแต่เป็นข้อมูลพฤติกรรม (Insight), ความชอบ และข้อมูลเชิงลึกจากอุปกรณ์ IoT ต่างๆ
ชวพลยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ Global Health and Wellness Hub ของไทย ที่วันนี้เทคโนโลยีสามารถดึงข้อมูลสุขภาพจาก Wearable Device ได้แบบวินาทีต่อวินาที
ทำให้การดูแลสุขภาพแม่นยำขึ้น หรือในบริบทของ Smart City ที่ข้อมูลหลั่งไหลมาจากเสาไฟ สัญญาณจราจร และมิเตอร์น้ำ หากขาดข้อมูลคุณภาพสูงเหล่านี้ การพัฒนา AI ก็แทบเป็นไปไม่ได้
2. Connectivity Layer: เส้นเลือดใหญ่ที่ต้อง “เร็ว” และ “เสถียร”
เมื่อมีข้อมูลมหาศาล เราต้องการท่อส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมระดับโลก การมาถึงของ 5G และ WiFi 7 ไม่ได้มีไว้แค่ให้เน็ตแรงขึ้น แต่มีไว้เพื่อรองรับงานที่ “ไม่สามารถทำพลาดได้” อาทิ
บริการทางการเงิน (Financial Service), การแพทย์ทางไกล, หรือรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Driving)
ที่ต้องการความเร็วสูงและความหน่วง (Latency) ที่ต่ำมาก ข้อมูลเหล่านี้มีความอ่อนไหวและมีขนาดใหญ่
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ที่ตามมาคือ Data Sovereignty หรือความเป็นเจ้าของข้อมูล ชวพลย้ำว่าข้อมูลสำคัญของคนไทยและโครงสร้างพื้นฐานของชาติ ต้องถูกจัดเก็บและดูแลภายในประเทศไทย เพื่อความมั่นคงและความปลอดภัยสูงสุด
3. AI & Energy Layer: สมองกลที่หิวกระหายพลังงาน
เมื่อข้อมูลมายังศูนย์ข้อมูล (Data Center) ความท้าทายใหม่ก็เกิดขึ้น ชิป AI (GPU) ประมวลผลเร็วกว่า CPU เดิมนับร้อยเท่า แต่ก็กินไฟมหาศาล
การสร้าง Data Center ยุคใหม่จึงต้องพ่วงมาด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ทั้งโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) เพื่อให้ได้พลังงานที่ "เสถียร เพียงพอ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม"
Industrial AI จากทฤษฎีสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ
หัวเว่ยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงลูกเล่นทางเทคโนโลยี แต่มุ่งเน้น Industrial AI ที่เข้าไปแก้ปัญหาจริงในภาคอุตสาหกรรม (Real Sector) เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ อาทิ
- Smart City & Safety: บทเรียนจากเมืองใหญ่ในจีนที่ใช้กล้อง AI CCTV นับล้านตัว ไม่ใช่แค่บันทึกภาพ แต่สามารถ "จำแนกพฤติกรรม" เช่น การทะเลาะวิวาทหรืออุบัติเหตุได้ทันที หรือการสร้าง Digital Twins ฝาแฝดดิจิทัลของเมือง เพื่อบริหารจัดการระบบน้ำไฟและการจราจรได้อย่างแม่นยำ
- การคมนาคม: ระบบรถไฟความเร็วสูงเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์และ Computer Vision ตรวจจับความเสียหายของอะไหล่แทนตามนุษย์ ช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลา
- ยกระดับสาธารณสุข: AI เข้ามาเป็น "ผู้ช่วยแพทย์" (AI Assistant) ช่วยสรุปอาการและแนะนำแนวทางการรักษาให้แพทย์ทั่วไป (GP) ในพื้นที่ห่างไกล ช่วยให้เข้าถึงการรักษามาตรฐานผู้เชี่ยวชาญได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น
- ปฏิวัติโรงงานและค้าปลีก: โมเดล Dark Factory ที่ใช้เครื่องจักรทำงาน 24 ชั่วโมง โดยมี AI คอยสอดส่องความปลอดภัย หรือร้านค้าปลีกที่ใช้ AI พยากรณ์ยอดขายและบริหารสต็อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ
ชวพลทิ้งท้ายด้วยข้อคิดสำคัญว่า แม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน แต่ Cyber Security ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการ
โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด การลงทุนในเทคโนโลยีจึงต้องมองให้ครบด้าน ทั้งประสิทธิภาพที่จับต้องได้ ต้นทุนที่ควบคุมได้ (TCO) และความปลอดภัยของข้อมูล


