เจาะระบบอัจฉริยะ “วัน แบงค็อก” เมืองที่พร้อมรับมือทุกวิกฤติ
ส่องระบบอัจฉริยะ "วัน แบงค็อก" เมืองต้นแบบ Green Smart City ที่พร้อมรับมือภัยพิบัติทุกสถานการณ์ ทั้งแผ่นดินไหว และ น้ำท่วม การออกแบบเพื่อสร้าง "เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ"
KEY
POINTS
- วัน แบงค็อก มีศูนย์บัญชาการอัจฉริยะ (District Command Center) ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง เพื่อรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์และกล้อง AI กว่า 5,000 ตัว สำหรับเฝ้าระวังและจัดการความปลอดภัยแบบเรียลไทม์
- โครงการถูกออกแบบให้พร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ด้วยโครงสร้างอาคารที่รองรับแผ่นดินไหวโดยตอกเสาเข็มลึกที่สุดในไทย และระบบป้องกันน้ำท่วมอัจฉริยะที่มีบ่อกักเก็บน้ำขนาดใหญ่และกำแพงป้องกัน
- มีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) ที่เป็นระบบ 4 ขั้นตอน ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การสนับสนุนการตัดสินใจ การสื่อสารประสานงาน และการจัดการเหตุการณ์ เพื่อให้ตอบสนองต่อทุกวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายงาน Global Liveability Index 2025 ของ Economist Intelligence Unit (EIU) ยกเมืองอย่างเวียนนา โคเปนเฮเกน และซูริก ขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพราะมี “คุณภาพชีวิตที่ครบถ้วน” ทั้งระบบขนส่งที่เชื่อมโยงกันดี ความปลอดภัย มาตรฐานสุขภาพที่เข้มแข็ง และพื้นที่สีเขียวที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย คำถามคือ เมืองหลวงของไทยจะมีพื้นที่ใดที่พยายามก้าวไปสู่มาตรฐานนั้นบ้าง?
กำเนิดของ “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ”
ใจกลางถนนพระรามสี่และวิทยุ การปรากฏของ “วัน แบงค็อก” โครงการเมืองขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ตั้งใจเป็นเพียงกลุ่มอาคารสูงระฟ้า แต่ถูกวางแนวคิดตั้งแต่แรกว่าเป็น Green Smart City เมืองต้นแบบที่รวมทุกมิติการใช้ชีวิตไว้อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดการพัฒนาของวัน แบงค็อกที่ยึด 3 แกนหลักคือ
People-Centricity — ผู้คนคือตัวตั้งในการออกแบบ
Sustainability — ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร
Smart City Living — ใช้นวัตกรรมและระบบอัจฉริยะเพื่อชีวิตที่ราบรื่น
ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ผังเมือง วัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงระบบจัดการ ถูกเชื่อมโยงเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ “พร้อมอยู่เสมอ”
ศูนย์บัญชาการอัจฉริยะ District Command Center (DCC)
หนึ่งในหัวใจหลักของโครงการคือ District Command Center (DCC) ศูนย์ควบคุมกลางที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์กว่าล้านจุดและกล้องวงจรปิดกว่า 5,000 ตัว ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์
ระบบ Integrated Security System ผสานกล้องวงจรปิดที่ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ พร้อมแจ้งเตือนอัตโนมัติ ขณะเดียวกันยังมีระบบควบคุมการเข้าออกด้วย QR Code และการจดจำใบหน้า ทำให้ทุกก้าวที่อยู่ในพื้นที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
ด้านโครงสร้างอาคาร ทุกตึกถูกตอกเสาเข็มลึกถึง 80 เมตร—ลึกที่สุดในประเทศไทย—เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว มีแผนรับมือและการซ้อมอพยพอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา วัน แบงค็อกได้เปิดพื้นที่อาคารต้อนรับชุมชนรอบ ๆ ถนนพระรามสี่และถนนวิทยุ ให้เข้ามาพักพิงชั่วคราวพร้อมอาหาร น้ำดื่ม และห้องน้ำ
ระบบป้องกันน้ำท่วมอัจฉริยะ
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมสูง วัน แบงค็อกจึงออกแบบ Flood Protection System ที่รัดกุม ครอบคลุมบ่อกักเก็บน้ำฝน 5 จุด ความจุรวม 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำแพงและประตูน้ำที่ติดตั้งได้ภายใน 2 ชั่วโมง รวมถึงการใช้สถานีตรวจอากาศและระบบเฝ้าระวังระดับน้ำเพื่อติดตามและคาดการณ์ล่วงหน้า
ระบบนี้คล้ายกับ ระบบ Marina Barrage ของสิงคโปร์ ที่ทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นน้ำ ป้องกันน้ำทะเลหนุนและน้ำฝนไหลบ่าเข้าสู่ตัวเมือง ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็นอ่างเก็บน้ำจืดและแหล่งนันทนาการสำหรับประชาชน การออกแบบที่ทำให้ระบบสาธารณูปโภคผสานกับคุณภาพชีวิตเช่นนี้คือสิ่งที่วัน แบงค็อกนำมาประยุกต์ใช้
ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management)
ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบอย่างเป็นระบบ ด้วย 4 กระบวนการหลัก ได้แก่ 1 การรับรู้สถานการณ์ (Situational Awareness): โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์จากระบบเฝ้าระวังและระบบสื่อสารต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที 2 การสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision-Making Support): นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมที่สุด 3 การสื่อสารและการประสานงาน (Communication & Coordination): เป็นศูนย์กลางในการอัปเดตข้อมูลและประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตอบสนองเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพสูงสุด และ 4 การจัดการเหตุการณ์ (Incident Management): ติดตามเหตุการณ์ จัดการการตอบสนอง และลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของระบบต่าง ๆ ผ่านการตรวจสอบอัจฉริยะ
บทเรียนจากมหานครโลกสู่กรุงเทพฯ
เมื่อเปรียบเทียบแล้วจะเห็นได้ว่า วัน แบงค็อกยืนอยู่ในระดับเดียวกับมหานครที่มีมาตรการเข้มแข็งด้านการป้องกันภัยพิบัติอย่างโตเกียวและสิงคโปร์ แต่ยังปรับให้เหมาะสมกับบริบทของกรุงเทพฯ ทั้งในแง่ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และวิถีชีวิตผู้คน
- โตเกียวสอนเราว่า “การอยู่กับแผ่นดินไหว” ต้องใช้โครงสร้างที่ยืดหยุ่นและเทคโนโลยีการเตือนภัยที่แม่นยำ
- สิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า “การป้องกันน้ำท่วม” สามารถทำได้โดยผสมผสานระบบวิศวกรรมเข้ากับการพัฒนาเมืองเพื่อคุณภาพชีวิต
วัน แบงค็อกได้นำแนวคิดเหล่านี้มาสร้างเป็น “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ” ไม่เพียงเพื่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน แต่ยังวางรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับอนาคตของกรุงเทพฯ
ที่มา: One Bangkok


