เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ คว้า อันดับ 1 ดัชนีการแข่งขัน 84.85%
ขณะที่ อุโมงค์เมืองอัจฉริยะ ลำพูน และปทุมธานีเมืองอัจฉริยะ ปทุมธานี คว้าเขตส่งเสริมฯ ที่มีความพร้อมสูงสุดในการก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะในอนาคต
KEY
POINTS
- เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง คว้าอันดับ 1 ดัชนีเมืองอัจฉริยะที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด ด้วยคะแนน 84.85%
- การจัดอันดับพิจารณาจาก 5 องค์ประกอบของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้แก่ วิสัยทัศน์, โครงสร้างพื้นฐาน, ระบบข้อมูล, บริการ และการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน
- ขณะที่อุโมงค์เมืองอัจฉริยะ (ลำพูน) และปทุมธานีเมืองอัจฉริยะ (ปทุมธานี) ได้รับการประเมินเป็นเขตส่งเสริมฯ ที่มีความพร้อมสูงสุดในการก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ
ปัจจุบันเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยมีจำนวน 36 เมือง ใน 25 จังหวัด และเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะจำนวน 147 เมืองใน 57 จังหวัด นับเป็น 3 ใน 4 ของประเทศไทย
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ได้รับการขับเคลื่อนผ่านนโยบายระดับชาติและแผนแม่บทที่มุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาทิ การขยายเครือข่าย 5G การติดตั้งระบบ IoT และเซ็นเซอร์เพื่อการบริหารจัดการเมือง ระบบ Cloud Computing รวมถึงการยกระดับบริการภาครัฐให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจร
ประกอบกับการผลักดันระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ การจัดการจราจรแบบ Real-time และ การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในอีกมิติของ การพัฒนายังมีการเน้นย้ำถึงการวิจัย นวัตกรรม และการบริหารจัดการที่บูรณาการทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน พร้อมทั้งการสร้างกลไกในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลให้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนและพัฒนาเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
เมืองอัจฉริยะจึงไม่ใช่เพียงการใช้เทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับสาธารณูปโภค สร้างความปลอดภัยและความน่าอยู่ อีกทั้งเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการและการพัฒนาที่เหมาะสมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
ดังนั้นการประเมินเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ และเมืองอัจฉริยะจึงเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรคในการพัฒนาเมือง อันจะนำไปสู่การแข่งขันเชิงบวกระหว่างเมืองต่าง ๆ เพื่อเร่งรัดให้เกิดการยกระดับและพัฒนาประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบและวัดผลได้จริง
ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ดีป้าจัดทำดัชนี เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำเร็จ จุดเด่น-จุดด้อยของเมืองอัจฉริยะ เพื่อนำเสนอให้กับผู้บริหารเมืองและประชาชนทั่วไป สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และก่อให้เกิดการแข่งขันในเชิงบวกระหว่างเมืองอัจฉริยะ
โดยพิจารณาจาก 5 องค์ประกอบของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และลักษณะของเมืองอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลและความปลอดภัย การบริการระบบเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน และการระบุแนวทางการลงทุนและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน
การจัดทำดัชนีในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย การจัดอันดับความสามารถของเมืองอัจฉริยะ และการประเมินความพร้อมของเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ โดยเปิดโอกาสให้เมืองนำเสนอแผนการจัดทำเมืองอัจฉริยะและวิธีการทำงานที่ดีขึ้น เพื่อสร้างความสำเร็จและเสริมสร้างชื่อเสียงในระดับท้องถิ่นและระดับสากล อีกทั้งเสริมสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความเข้มแข็งให้กับเมืองในระยะยาว
สำหรับเมืองอัจฉริยะที่ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง ได้รับคะแนน 84.85% สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร ได้รับคะแนน 78.22% และฉะเชิงเทรา เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับคะแนน 77.45%
ขณะที่เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะที่มีความพร้อมสูงที่สุดในการก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะคือ อุโมงค์เมืองอัจฉริยะ เทศบาลตำบลอุโมงค์ จังหวัดลำพูน ได้รับคะแนน 71.44% และ ปทุมธานีเมืองอัจฉริยะ จังหวัดปทุมธานี ได้รับคะแนน 70.20% โดยผลการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะและเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะขึ้นอยู่กับข้อมูลการประเมินตนเองและการรายงานผลที่ได้รับจากผู้พัฒนาเมือง
สำหรับเมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง ได้รับรางวัลที่ 1 เนื่องจากเป็นฐานสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเมืองแห่งมาตรฐานคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในระดับสากลของประเทศไทย อยู่บนพื้นที่ 5.53 ตร.กม. มีอายุ 4 ปี และมีบริการเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน 55 โครงการผู้พัฒนาเมือง บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)
ไฮไลท์สำคัญของ เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ ประกอบด้วย
การมีศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ IOC ทำหน้าที่บริหารจัดการเมืองแบบบูรณาการ Real Time
การเก็บข้อมูลคาร์บอนเครดิต
การมี EV Bus , EV Charger และแพลตฟอร์มออนไลน์ให้บริการภายในพื้นที่ คิดเป็น 69% ของเส้นทางการเดินทางในพื้นที่โครงการ


