สนข. เคาะ แลนด์บริดจ์ พร้อมเปิดประมูลปี 69 พลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้
สนข. ไฟเขียว "แลนด์บริดจ์" ระนอง-ชุมพร ชี้คุ้มค่าเศรษฐกิจมหาศาล เตรียมเปิดประมูลปี 69 ดันไทยสู่ฮับการค้าโลก
สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ได้จัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน
หรือ "โครงการแลนด์บริดจ์" ณ จังหวัดระนองและชุมพร โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม เพื่อรับฟังบทสรุปสุดท้ายของโครงการฯ ก่อนเดินหน้าสู่กระบวนการต่อไป
คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เดินหน้าเต็มกำลัง
นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการ สนข. กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ในทุกมิติ ซึ่งยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่าในการลงทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก
โดยมี อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ 17.38% (กรณีวิเคราะห์เฉพาะท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
เจาะองค์ประกอบเมกะโปรเจกต์ "แลนด์บริดจ์"
โครงการแลนด์บริดจ์ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างระเบียงเศรษฐกิจใหม่อย่างครบวงจร ดังนี้
- ท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง:
- ฝั่งอ่าวไทย: ท่าเรือน้ำลึก ณ บริเวณแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร
- ฝั่งอันดามัน: ท่าเรือน้ำลึก ณ บริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง
- เส้นทางเชื่อมโยง (ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร): โครงข่ายคมนาคมที่ทันสมัยเชื่อมต่อ 2 ท่าเรือ ผ่านพื้นที่ 2 จังหวัด 2 อำเภอ 9 ตำบล ประกอบด้วย
- ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) ขนาด 6 ช่องจราจร
- ทางรถไฟขนาดรางมาตรฐาน (Standard Gauge)
- ทางรถไฟขนาดราง 1 เมตร (Meter Gauge)
- เทคโนโลยีท่าเรืออัจฉริยะ:
- นำระบบท่าเรืออัตโนมัติ (Automation Port) มาใช้ในการขนย้ายตู้สินค้า
- บริหารจัดการด้วยระบบท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port)
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักการท่าเรือสีเขียว (Green Port)
- การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์: พัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โครงการนี้จะเข้ามาปฏิวัติการขนส่งในภูมิภาค โดยสามารถลดระยะเวลาการขนส่งตู้สินค้าได้ถึง 4 วัน และลดต้นทุนได้มากถึง 15%
ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นประตูการค้าที่สำคัญในการนำเข้าและส่งออกสินค้าของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน
ประโยชน์รอบด้านสู่ประชาชน สร้างงาน-สร้างรายได้
สนข. เน้นย้ำว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมีหลายมิติ ได้แก่
- การจ้างงาน: คาดว่าจะเกิดการสร้างงานทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศรวมสูงถึง 280,000 ตำแหน่ง
- โอกาสทางธุรกิจ: ส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างก้าวกระโดด เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและประมง, การผลิตยาและเวชภัณฑ์, ธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ยกระดับระบบคมนาคมทั้งทางถนน, ราง, และสนามบินในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น
- ยกระดับคุณภาพชีวิต: เกิดการพัฒนาต่อเนื่องด้านสาธารณสุข, การศึกษา และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน พร้อมจัดตั้ง "ศูนย์พัฒนาอาชีพ" เพื่อเตรียมความพร้อมทักษะแรงงานในพื้นที่ให้สามารถเข้าทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้
ภายในงานสัมมนา ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อห่วงกังวลในหลายประเด็น โดยเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง, วิถีชีวิตชุมชน, การทำประมงพื้นบ้าน และมาตรการชดเชยเยียวยา
ซึ่งทาง สนข. ได้รวบรวมทุกข้อกังวลและนำไปกำหนดเป็นมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ รวมถึงมาตรการชดเชยเยียวยาที่ชัดเจน
โดยจะมีการจัดตั้งกองทุน ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่จะต้องสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อนำไปใช้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
และสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชน (CSR) เพื่อให้โครงการและชุมชนสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
เตรียมเปิดประมูลระดับนานาชาติ
หลังจากที่ผลการศึกษามีความสมบูรณ์และครบถ้วนตามกฎหมาย สนข. กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสารประกวดราคา เพื่อเชิญชวนนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้ามาร่วมพัฒนาและก่อสร้างโครงการ
โดยคาดว่าจะมีความพร้อมในการเปิดประกวดราคาได้ภายในปี 2569 ซึ่งถือเป็นการเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งมั่นจะเร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งประวัติศาสตร์
เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนอย่างถ้วนหน้า


