ชัชชาติ ชู "Smart Enough City" ฉลาดพอเหมาะ ใช้เทคโนโลยีเป็น คนได้ประโยชน์จริง
ชัชชาติแนะเมืองไม่ต้องฉลาดมาก แต่ให้ฉลาดพอเหมาะ เป็น "Smart Enough City" ชี้หัวใจที่แท้ของเมืองอัจฉริยะไม่ใช่การลงทุนเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน แต่คือการนำเทคโนโลยีมาใช้เหมาะสม เป็นไปได้ ตอบโจทย์ ประชาชนได้ประโยชน์จริง!
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในงานสัมมนา Thailand Smart City 2025 โดยโพสทูเดย์ ร่วมกับ สปริงนิวส์ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 6 โรงแรม อิสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ ในหัวข้อ "Bangkok Beyond : 3 Years and Smart City" โดยได้กล่าวถึงมุมมองของ Smart City ในส่วนของภาครัฐและอัพเดทการทำงานของกรุงเทพมหานคร 3 ปีที่ผ่านมาผ่านนโยบายหลัก 9 ด้าน การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้อย่างเหมาะสม ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ว่าคือหัวใจที่แท้จริงของเมืองอัจฉริยะ ยก "ความโปร่งใส" หัวใจในการกำกับนโยบาย กทม. เป็นตัวอย่าง
นายชัชชาติกล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมาพบคำว่า Smart City เยอะแยะมากมายในหลายๆ ด้าน และ Smart City ในมิติของภาครัฐเทียบกับเอกชนนั้นมีมุมมองที่ต่างกัน ภาครัฐมีมุมมองที่ต่างออกไปเพราะมีทรัพยากรจำกัดจึงต้องเน้นที่คนเป็นหลัก โดยยกวลีเมื่อ 300 กว่าปีก่อนของกวีอังกฤษ-เช็คสเปียร์ที่ว่า “What is the city but the people” คือต้องโฟกัสเรื่องคน ต้องเป็น People Centric ไม่ใช่ Technology Centric
ยกตัวอย่างนักเขียนเบน กรีน ศาสตราจารย์จาก MIT ไม่ใช้คำว่า Smart City แต่ใช้คำว่า Smart Enough City ฉลาดกำลังดี ไม่ต้องฉลาดเยอะ ฉลาดที่ตอบโจทย์ได้
Smart Enough City ดีไซน์ด้วยอะไรในภาครัฐ
- People Desirable เป็นที่ต้องการของประชาชนก่อน ตอบโจทย์ประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ตอบโจทย์นักการเมือง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์จริง
- Business Viable ต้องลงทุนกำลังดี ไม่ใช่ลงทุนหรูหราเป็นหมื่นล้านพันล้าน แต่สุดท้ายแล้วได้ผลประโยชน์กลับมาไม่ดี
- Technical Feasible เป็นไปได้ในเชิงเทคนิค คำว่า Smart City หัวใจก็คือการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้
3 สิ่งนี้คือองค์ประกอบของ Smart Enough City คือสิ่งที่ต้องค้นหา เราไม่ได้มองหาการลงทุนเป็นหมื่นล้านแสนล้าน แต่มองหาโครงการที่ฉลาดพอ ตอบโจทย์ประชาชน และมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นไปได้
หัวใจของ Smart Enough City หรือ เมืองที่ฉลาดพอเหมาะ คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีเหมาะสมในการพัฒนาประสิทธิภาพและความยั่งยืนของเมือง และตอบโจทย์ประชาชน
คำถามคือจะเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างไรในงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ตัวอย่างของ Smart City ที่ใช้เทคโนโลยีไม่ตอบโจทย์ประชาชน เช่น จุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะ ที่สุดท้ายไม่ได้ใช้งานแต่กลายเป็นที่จอดมอเตอร์ไซค์ หรือ ป้ายรถเมล์อัจฉริยะแต่รถเมล์กลับไม่อัจฉริยะ อย่างรถเมล์สีครีมแดงที่มีอายุการใช้งานเกิน 30 ปี
และสุดท้ายใน 9 นโยบายหลักของกรุงเทพมหานครที่มี 9 ด้าน 9 ดี ก็ต้องมีองค์ประกอบของความ Smart อยู่ ตอบโจทย์ Smart City ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา 2 ปีในการนำเทคโนโลยีมาใช้
เช่นนโยบาย "โปร่งใสดี" คือหัวใจสิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ เพราะเมื่อพูดถึง Smart City คนจะนึกถึงกล้อง CCTV จำนวนมากมายมหาศาลทั่วกรุงเทพฯ แต่ความจริงเรามีกล้องอยู่แล้ว เพราะประชาชนคือกล้องที่ดีที่สุด (ประชาชนเป็นเซนเซอร์) เรามีคนอยู่ในกรุงเทพฯเป็น 10 ล้านคน แค่ขอความร่วมมือจากประชาชนก็เท่ากลับเรามีกล้องฟรีถึง 10 ล้านตัว ไม่ต้องจ่าย wifi ด้วย ผ่านแอปพลิเคชั่น Traffy Fondue ที่ใช้ในการร้องทุกข์ร้องเรียนปัญหาต่างๆ แทนที่การโทรศัพท์เข้ามา โดยใช้ AI ในการแจ้งพิกัดไปยังเขตต่างๆ เริ่มตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565 ถึงวันนี้รับเรื่องร้องเรียนแล้วกว่า 746,553 เรื่องแก้ไขไปแล้ว 592,753 เรื่องโดยที่ผู้ว่าฯ ไม่ต้องสั่งการ เพราะทุกคนสามารถเห็นคำสั่งจากประชาชนเข้ามา
นี่คือการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีประชาชนพึงพอใจ 80% เพราะสามารถรับรู้ด้วยความโปร่งใสว่ามีงานค้างอยู่เท่าไหร่ ค้างอยู่ที่เขตไหน ตอนที่มีเรื่องร้องเรียนประมาณสองหมื่นกว่าเคส เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสองปีผ่านไป 1 เคสหรือ หนึ่งเรื่องที่เคยใช้เวลาแก้ไขนาน 2 เดือนเหลือแค่ 2 วัน เงินงบประมาณใช้เท่าเดิมแต่ได้เวลากลับคืนมา
“ผมคิดว่านี่คือ Smart City ที่แท้จริง คือการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ประชาชนมีอำนาจ และเป็นประชาธิปไตยมาก ทุกคนสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเท่าเทียมกัน”
นอกจากนั้นยังมีการทำ Open Data เปิดเผยข้อมูลทุกรูปแบบ เป็น Machine Readable เข้าไปตรวจสอบ ติดตาม งบประมาณ นโยบายต่างๆ ได้ทั้งหมด ผ่านระบบออนไลน์
การขออนุญาตก่อสร้างออนไลน์ รู้ผลใน 14 วันจากปกติ 45 วัน ลดการทุจริตคอรัปชั่นแก้ปัญหาจ่ายใต้โต๊ะในการประมูล สร้างความโปร่งใสในการประมูล
นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องการปรับปรุงทางกายภาพที่เหมาะสม เช่น การพัฒนาทางเท้า แนวหลักๆ จากรถไฟฟ้าต้องเดินได้ดี หรือ โครงการ Bike Sharing เชื่อมโยงการเดินทาง Last Mile
“ผมมองว่า ถ้าเราโฟกัสในจุดเล็กๆ เราจะสร้าง Smart City ที่ตอบโจทย์ประชาชนได้”
ส่วนเรื่องการปรับปรุงแก้ไขเรื่องน้ำท่วมนายชัชชาติระบุว่า เชื่อว่าสองปีที่ผ่านมาดีขึ้น รวบรวมข้อมูลจุดเสี่ยงน้ำท่วมจาก 12 จุดเพิ่มเป็น 737 จุดที่ต้องจัดการแก้ไขปัญหา เชื่อว่าก่อนครบเทอมจะแก้ปัญหาได้จบ เป็นต้น


