
"ศุภาลัย"ขยายพอร์ต บุกแนวราบภูมิภาค
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคนอกจากหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยแล้ว หัวเมืองรองก็มีดีมานด์สูงเช่นกัน
โดย...อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคซึ่งนอกจากหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยแล้ว หัวเมืองรองก็มีดีมานด์สูงเช่นกัน โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐหรือโครงการเหล่านั้นพาดผ่าน
ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย เปิดเผยว่า บริษัทมีนโยบายในการลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยในภูมิภาคโดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาโครงการไปแล้วราว 140 โครงการ และส่วนใหญ่พัฒนาในแนวราบมากกว่าแนวสูง เนื่องจากราคาที่ดินยังไม่แพงมาก และไม่มีปัญหารถติด จึงไม่จำเป็นต้องพัฒนาในรูปแบบคอนโดเหมือนจังหวัดใหญ่เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ ชลบุรี เป็นต้น
สำหรับจังหวัดในเขตภาคอีสานตอนใต้อย่างอุบลราชธานี ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ซึ่งทางบริษัทมองเห็นถึงโอกาสในการขยายตัวและกระจายความเสี่ยงเพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงได้มีการลงทุนพัฒนา 4 โครงการแนวราบตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งกระแสตอบรับดีและเป็นดีเวลอปเปอร์เจ้าแรกจากส่วนกลางที่รุกเปิดตลาดในจังหวัดนี้
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กล่าวเสริมว่า ในปี 2561 บริษัทมีแผนเปิดตัว 13 โครงการใหม่ใน 12 จังหวัด ไม่นับจังหวัดปริมณฑล โดยจะมีการลงทุนใน จ.เชียงราย เพิ่มจากปัจจุบันมีการพัฒนาโครงการใน 11 จังหวัด ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนยอดขายในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 24% แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 26% และคอนโด 4% จากเป้าหมายยอดขายของบริษัทที่ 3.3 หมื่นล้านบาท
“มองว่าตลาดอสังหาฯ ในภูมิภาคยังมีโอกาสขยายตัวไปได้อีกมาก ซึ่งบริษัทยังมีที่ดินอีกหลายแปลงในหลายจังหวัดที่รอการพัฒนา และในปีนี้ได้วางงบซื้อที่ดินเพิ่มอีก 9,000 ล้านบาท ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ มูลค่าการพัฒนาอยู่ราว 6 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดีในอีก 3 ปี สัดส่วนรายได้จากต่างจังหวัดจะเพิ่มขึ้นเป็น 35%” ไตรเตชะ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในส่วนของการเปิดตัวโครงการแนวราบในช่วงไตรมาสแรกปีนี้มีทั้งหมด 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการในภูมิภาค 2 โครงการคือ ศุภาลัย พรีโม่ บางแสน ซึ่งมีการเปิดตัวไปแล้ว และในช่วงปลายเดือน ก.พ. มีแผนเปิดตัวศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ หาดใหญ่
ไตรเตชะ กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในภูมิภาคนั้น บริษัทจะมองระยะยาวโดยอย่างน้อยต้องพัฒนาไม่น้อยกว่า 3 โครงการในแต่ละจังหวัด และเน้นพัฒนาแบบบ้านรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยในแต่ละพื้นที่
ด้าน บุญชัย ชัยอนันต์บวร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานโครงการภูมิภาค 2 บริษัท ศุภาลัย กล่าวว่า ทิศทางตลาดอสังหาฯ ใน จ.อุบลราชธานี มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในเขตภาคอีสานตอนใต้ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตเกือบ 50%
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เห็นว่าตลาดโดยรวมของอสังหาฯ ในอีสานตอนใต้ยังทรงตัวต่อเนื่องจากปี 2559 เรื่อยมา แต่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวซึ่งเป็นผลมาจากภาคเกษตร ภาคบริการและท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4% รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐจะเป็นปัจจัยบวกในการผลักดันตลาด
ขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานได้ส่งผลให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 10% จากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะทำเลบนถนนชยางกูร ปัจจุบันราคาอยู่ที่ราว 10-20 ล้านบาท/ไร่ ซึ่งการพัฒนาทาวน์โฮมต้นทุนที่ดินต้องไม่เกินไร่ละ 2 ล้านบาท ถ้ามากกว่านั้นต้องพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด โดยปัจจุบันจะเริ่มเห็นดีเวลอปเปอร์ท้องถิ่นขยับมาทำบ้านในระดับ 5 ล้านบาทมากขึ้น จากเดิมไม่มี
ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านรุ่นใหม่ และทาวน์โฮม โดยปัจจุบันมีการพัฒนาไปแล้ว 4 โครงการ มีแผนเปิดอีก 1 โครงการ คือ โนโว วิลล์ อุบลราชธานี พื้นที่กว่า 57 ไร่ มูลค่า 380 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า อย่างไรก็ดีระดับราคาที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีดีมานด์สูงสุด ขณะที่ลูกค้าต่างชาติมีความต้องการอยู่ที่ราว 5 ล้านบาท และสัดส่วนซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองมีถึง 95% ส่วนซื้อเพื่อปล่อยเช่าอยู่ที่ 5% อัตราการปล่อยเช่าอยู่ที่ราว 8,000 บาท/เดือน
นอกจากนั้น ยังมีแผนเปิดโครงการใหม่ใน จ.อุดรธานี และนครราชสีมา ได้แก่ ศุภาลัย ไพรด์ อุดรธานี มูลค่า 1,800 ล้านบาท ศุภาลัย การ์เด้นวิลล์ นครราชสีมา มูลค่า 640 ล้านบาท เพื่อช่วยผลักดันสัดส่วนยอดขายต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นเป็น 30%
ขณะที่ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายใน จ.อุบลราชธานี ที่ 820 ล้านบาท จากปีที่แล้วอยู่ที่ 400 ล้านบาท ส่วนสต็อกบ้านพร้อมโอน 4 โครงการอยู่ประมาณ 100 ยูนิต มูลค่า 200-300 ล้านบาท ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ จ.อุบลราชธานี คิดเป็น 25% ของพอร์ตในภูมิภาค ซึ่งปี 2562 จะเพิ่มเป็น 29%
นี่คือหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการบุกตลาดแนวราบภูมิภาคหลังจากกำลังซื้อภาคการเกษตรเห็นสัญญาณฟื้นตัว







