
ฟันธงตลาดบ้านครึ่งปีหลังคนซื้อทำใจควักกระเป๋าจ่ายเพิ่ม
หากมองภาพรวมตลาดทั้งปีแล้วผลจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จะช่วยให้ตลาดรวมยังมีการเติบโตอยู่ที่ 5%
หากมองภาพรวมตลาดทั้งปีแล้วผลจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จะช่วยให้ตลาดรวมยังมีการเติบโตอยู่ที่ 5%
โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด
ตลาดบ้านได้รับการอุ้มชูจากรัฐบาลด้วยการลดภาษี ค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองมานานนับปี เป็นการส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายบ้าน เพื่อฟื้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถึงเวลาครบกำหนด โดยวันที่ 30 มิ.ย. จะเป็นวันสุดท้ายของการใช้มาตรการและเป็นวันสุดท้ายของการปิดรอบบัญชีในช่วงครึ่งปีแรก
แน่นอนว่าในช่วงครึ่งปีแรกมาตรการกระตุ้นมีผลอย่างมากที่ช่วงพยุงไม่ให้ตลาดเกิดอาการเสียศูนย์จากวิกฤตการเมือง แต่เมื่อเข้าสู่ครึ่งปีหลัง เมื่อไร้ตัวช่วยที่รัฐบาลเคยจัดให้ ตลาดบ้านจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งทั้งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค
นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ประเมินไว้ว่า ตลาดที่อยู่อาศัยน่าจะชะลอตัวลงในเดือนถัดไปหลังหมดมาตรการอีกประมาณ 2-3 เดือน เพื่อรอดูสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจให้ชัดเจนอีกครั้ง และน่าจะกลับมาคึกคักใหม่ได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
นอกจากสภาวะตลาดจะชะลอตัวลงบ้างแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งในฝั่งของผู้ประกอบการและผู้ซื้อบ้าน จากการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมในอัตราปกติ สำหรับผู้ประกอบการนอกจากภาษีธุรกิจเฉพาะที่กลับมาเก็บในอัตราปกติ 3.3% ตั้งแต่สิ้นเดือน มี.ค.แล้ว ยังมีส่วนของค่าโอนอีก 1% ที่จะเข้าสู่ภาวะปกติในรอบนี้
เช่นเดียวกับผู้ซื้อบ้าน ที่จะต้องเสียค่าโอน 1% และเสียค่าจดจำนองอีก 1% หลังจากมาตรการสิ้นสุดลง ทำให้ภาระในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 2% เป็นอย่างน้อย
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า หลังหมดมาตรการ ภาระในการซื้อบ้านของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2% ส่วนภาระที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการจะทำให้มีการปรับราคาบ้านในช่วงครึ่งปีหลัง 3-5% แต่จะเป็นในลักษณะค่อยๆ ปรับขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ซื้อมากนัก
“บางทำเลที่มีการแข่งขันสูงอาจจะยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ แต่ทำเลที่มีการแข่งขันไม่รุนแรง อาจจะมีการขยับราคาขึ้น” นายอิสระ กล่าว
นอกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่หมดอายุลงแล้ว ยังมีปัจจัยที่อาจทำให้ต้นทุนบ้านและภาระในการซื้อบ้านช่วงครึ่งปีหลังเพิ่มสูงขึ้นได้อีกหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับซื้อที่อยู่อาศัย ที่แม้วันนี้จะยังอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะขยับขึ้นบ้างเล็กน้อย
“แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะยังไม่ปรับขึ้น แต่เท่าที่เห็นธนาคารพาณิชย์ได้ออกแคมเปญดอกเบี้ยเพื่อระดมเงินฝาก แสดงว่าในอนาคตดอกเบี้ยเงินกู้จะต้องขยับตาม โดยประเมินว่าถึงสิ้นปีนี้ดอกเบี้ยอาจจะขึ้นได้ไม่เกิน 0.5%” นายอิสระ ให้ความเห็น
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ยังผันผวนขึ้นๆ ลงๆ ก็ยังวางใจไม่ได้เช่นกันว่าช่วง 6 เดือนหลังราคาจะปรับตัวขึ้นหรือไม่ เช่นเดียวกับราคาวัสดุก่อสร้างหลักทั้งเหล็กและซีเมนต์ แม้ว่าในช่วงนี้ราคาจะลดลงบ้าง แต่เมื่อรัฐผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งปีหลังราคาวัสดุก่อสร้างก็ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังโดยรวมยังถือว่าทรงตัว และคงจะไม่ขยายตัวมากนัก แต่หากมองภาพรวมตลาดทั้งปีแล้วผลจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จะช่วยให้ตลาดรวมยังมีการเติบโตอยู่ที่ 5%
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังมีการลงทุนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ออกมาอีกมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลางที่ยังมีบทบาทสำคัญในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้ แต่บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ชานเมืองก็ยังมีความต้องการอยู่เช่นเดียวกัน
สำหรับคนซื้อบ้านจึงยังมีสินค้าให้เลือกอยู่อีกมากในช่วงครึ่งปีหลัง แต่คงต้องทำใจที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มขึ้นแน่นอน







