ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ กับบ้านที่เป็นมากกว่าที่หลับนอน
มีโอกาสได้มาเยี่ยมบ้าน ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตรกรรมและศิลปกรรม
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
มีโอกาสได้มาเยี่ยมบ้าน ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตรกรรมและศิลปกรรม วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สอนวิชาการแสดงและการกำกับการแสดง ที่มีความมุ่งหวังอยากเห็นนักแสดงในเมืองไทยไม่แสดงแบบเสแสร้งแกล้งทำ นอกจากนี้เธอยังได้ร่างหลักสูตรคณะนิเทศศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ ที่เปิดสอนวิชาวารสารศาสตร์ เกี่ยวกับมีเดีย คอนเวอร์เจนซ์ และวิชาครีเอทีฟ คอนเทนต์ ที่มุ่งหวังผลิตนักเขียน นักแสดง ผู้กำกับ ผู้กำกับภาพ คนทำสารคดี ที่มีคุณภาพและทำงานในระดับนานาชาติได้อย่างแท้จริง ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับนักศึกษากลางปีหน้า และเปิดสอนในปลายปีหน้า
“นอกจากนี้ เรายังได้ทำละครเวทีแบบแสดงเดี่ยว ซึ่งจะเปิดทำการแสดง 2 รอบ ที่เอสพละนาด สิงคโปร์ วันที่ 14 ก.พ.ปีหน้า เปิดให้คนชมฟรี งานนี้ทำร่วมกับเพื่อนที่เป็นอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ สาขาศิลปการละคร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยตัวเองแสดงเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่กำลังจะไปประท้วงที่สวนลุมพินี แต่พอไปถึงกลับพบว่าเขาไม่ได้ประท้วงแล้ว ตัวเองก็เลยแค้นมาก เพราะอุตส่าห์เอานกหวีดไปร่วมม็อบอย่างมุ่งมั่น เมื่อเรื่องราวดำเนินไป ผู้หญิงคนนี้ก็ได้เรียนรู้ว่า การประท้วงที่แท้จริง ไม่ใช่สักแต่ประท้วง ในขณะเดียวกันสิ่งท้าทายคือจะต้องเล่นเป็นตัวละครอีก 78 ตัว ตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรีหญิง แม่ค้าขายนกหวีด และตัวละครอีกหลายตัวที่มีส่วนเกี่ยวพันกับม็อบนกหวีด ซึ่งเราเชื่อว่า เมื่อเราไปเล่นที่สิงคโปร์ คนสิงคโปร์จะเข้าใจได้ เพราะภาวะการประท้วงแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ทั่วทุกมุมโลก”
หลังจากพูดถึงผลงานการแสดงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ก็ได้พาเราเยี่ยมชมบ้าน ซึ่งเธอเผยว่า ตอนออกแบบบ้านหลังนี้ เธอได้ชักชวนเพื่อนที่เป็นอาจารย์สอนวิชาสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมาช่วยออกแบบบ้านให้
“ข้อตกลงคือยังไงบ้านหลังนี้ต้องมีสวน มนุษย์ต้องอยู่ติดดิน ขอให้มีต้นไม้ร่มรื่น อยากนั่งชิลชิล สบายๆ อยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ ให้ตัวเองได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นมนุษย์ ห้องรับแขกต้องเป็นห้องดูทีวีที่โล่งและกว้าง เพราะคุณแม่เป็นคนที่ชอบดูโทรทัศน์มาก มีห้องฟังเพลงจากแผ่นเสียงของคุณพ่อ ซึ่งสะสมมานานมาก ตั้งแต่สมัยคุณพ่อเป็นหนุ่มๆ โดยคุณพ่อมีความเชื่อว่า ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไป ความเป็นดิจิทัลก็เข้ามาทดแทนคุณค่าทางใจจากคุณภาพและความคลาสสิกของแผ่นเสียงไม่ได้ และมันก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ดิจิทัลเข้ามาทดแทนไม่ได้ ในส่วนที่เป็นของเราคือห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องรับแขก ซึ่งนอกจากมีโต๊ะทำงาน ก็ยังมีชั้นวางหนังสือที่เราเก็บสะสมไว้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่นั่งเล่นที่อยู่ติดกับสวนร่มรื่น ที่จัดวางให้สายลมพัดผ่านได้เป็นอย่างดี อยู่มุมนี้แล้วจิตใจสงบสุข นอกจากนี้เรายังชอบสะสมหุ่นเชิดจากประเทศต่างๆ เวลาไปแสดงละครเวทีตามประเทศต่างๆ ก็จะซื้อเก็บไว้ เราคิดว่าเราได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมจากประเทศต่างๆ ได้จากหุ่นเชิดนี่แหละค่ะ”
ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ ยังเผยอีกว่า บ้านหลังนี้อาศัยอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 ชีวิต มีคุณพ่อ คุณแม่ ตัวเธอเอง และน้องหมาสองตัว “ตอนนี้เราแต่งงานแล้ว ก็จะไปอยู่กับสามีที่คอนโดตรงทองหล่อ สามีอยู่ที่โน่นเป็นหลัก พอวันเสาร์วันอาทิตย์ เราก็พากันมานอนที่นี่”
การได้เข้าไปอยู่ในตัวเมือง ทำให้เธอคิดถึงการมีชีวิตอยู่ การได้เล่นกับน้องหมา การได้อยู่ที่สงบๆ ที่โล่งๆ ลมเย็นๆ พัดผ่าน “ในตัวเมืองมันก็มีเสน่ห์ของมัน ไม่ใช่ไม่มี เวลามานอนที่นี่ ก็คิดถึงอาหารที่ทองหล่อนะ คิดถึงความสะดวกสบาย แต่ตอนนี้พออายุมากขึ้น กลับมีความอยากสร้างบ้านริมน้ำ อยากมีบ้านของพ่อแม่กับบ้านของเราอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ก็คงอีก 510 ปี ก็ได้แต่วาดหวังเอาไว้”
กับคำว่าบ้าน ผศ.ดร.วรรณ์ขวัญ เผยว่า บ้านคือสถานที่ที่เวลาเธอมีปัญหา สามารถพูดคุยปรับทุกข์กับคนในบ้านได้ มีคนที่เล่าอะไรแล้วเขาคอยรับฟัง อีกทั้งบ้านยังเป็นที่พักใจที่เป็นได้มากกว่าแค่ที่ซุกหัวนอน ซึ่งอยู่บ้านแล้วต้องรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย จนไม่อยากออกไปไหนไกล
“กับการมีลูก เราว่าเราผ่านช่วงที่อยากมีมานานแล้ว จนไม่รู้สึกพยายามจะต้องมีให้ได้ เราคิดว่าชีวิตทุกวันนี้อยู่ยากขึ้น ถ้าเรามีลูก เขาเกิดมาจะอยู่ได้มั้ยบนโลกใบนี้ อยู่แล้วจะเป็นภาระให้กับสังคมมั้ย เอาเป็นว่าถ้าเขามาก็ดี ถ้าไม่มาก็ไม่เป็นไรค่ะ”







