
บ้านคลาสสิกสุดอบอุ่นของ นนท์ อัมระนันทน์
เดินทอดน่องจากสถานีรถไฟฟ้าเอกมัยไม่นาน เราก็เลี้ยวสู่บรรยากาศร่มรื่นในซอยส่วนบุคคล
เดินทอดน่องจากสถานีรถไฟฟ้าเอกมัยไม่นาน เราก็เลี้ยวสู่บรรยากาศร่มรื่นในซอยส่วนบุคคล เนื้อที่กว่า 2 ไร่ ด้านในถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน มีบ้าน 2 หลัง และอพาร์ตเมนต์ 1 หลัง จุดหมายของเราคือบ้านสองชั้นหลังกะทัดรัดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ รอบบ้านห้อมล้อมด้วยสีเขียว บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านดูแลสวนนี้เป็นอย่างดี
“ไม่ค่อยมีใครมานั่งคุยเรื่องบ้านเป็นเรื่องเป็นราวกับผมขนาดนี้” นนท์ อัมระนันทน์ ก๊อบปี้ไรเตอร์แห่งค่ายดีแทค และนักแสดงน้องใหม่ในสังกัดโพลีพลัส เปิดบทสนทนากับเราทันทีที่ได้เจอกัน
“บ้านหลังนี้อยู่กัน 3 คน มีผม น้องแนน (นันทินี) และคุณแม่ (ฮอลลี่ อัมระนันทน์) พื้นที่บ้านทั้งหมดตกทอดมาตั้งแต่คุณตา แบ่งออกเป็นสามส่วน ก็คือ บ้านคุณตา อพาร์ตเมนต์ให้เช่า และบ้านหลังนี้ ผมโตมากับบ้านนี้ อยู่มาตั้งแต่เกิด นับแล้วก็เกือบจะ 26 ปี แต่บ้านอายุน่าจะราวๆ 50 ปีแล้ว และข้าวของในบ้านส่วนมากก็ตกทอดมาจากรุ่นคุณตา บางชิ้นได้รับตกทอดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อายุร้อยกว่าปี ซึ่งคุณแม่ก็เก็บและดูแลรักษาเป็นอย่างดี”
เสน่ห์ของบ้านหลังนี้ที่เห็นได้ชัดคือตู้ไม้ลวดลายเก๋ที่ใช้เก็บชุดถ้วยชามลวดลายวิจิตรที่มีอยู่หลายหลัง มีทั้งงานวินเทจเนื้อดีจากฝรั่งเศสและเป็นของเก่าเก็บตั้งแต่รุ่นคุณทวด
“ส่วนใหญ่คุณแม่จะเป็นคนเก็บหรือหามาเพราะท่านชอบของเก่า ชอบของวินเทจตามสไตล์คนทำงานศิลปะ ของบางอย่างคุณแม่จะตระเวนซื้อมา ขอแค่ชอบอยู่ที่ไหนท่านก็จะซื้อมา เช่น ภาพวาดแบบล้านนาจากทางเหนือ หรือภาพวาดจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) ประเทศฝรั่งเศสก็อยู่ในบ้านหลังเดียวกันได้ไม่ขัดเขิน แต่ทุกอย่างก็ต้องมีมุมที่เหมาะสม ส่วนของที่ยังไม่เก่าพอ ท่านก็จะเอามาทำให้เก่า เช่น ตู้ลายดอกไม้จีนสองใบท่านก็ มาเอาทำให้เก่าเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศโดยรวมของบ้าน ไม่ให้ขัดตากับเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่เดิม”
แม้ว่าโดยส่วนตัวชายหนุ่มจะไม่สันทัดเรื่องของเก่าเท่ามารดา แต่บรรยากาศในบ้านและเลือดของดีไซเนอร์ที่ชื่นชอบของเก่าเป็นชีวิตจิตใจในตัวก็มีส่วนให้เขาชื่นชอบของเก่าอยู่บ้าง
“เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ไม้เนื้อเก่า แม้แต่เปียโนคุณแม่ก็เลือก ซึ่งคุณแม่เป็นคนมีเซนส์ด้านนี้พอสมควร ตัวผมเองไม่ได้เชี่ยวชาญขนาดนั้น ถ้าถามว่าทั้งบ้านผมชอบอะไรก็ตอบยากเหมือนกัน เพราะทุกอย่างมีที่มาที่ไป แต่เนื่องจากผมเป็นก๊อบปี้ไรเตอร์ จึงชอบมุมของเก่าเล็กๆ ในห้องอาหารเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเครื่องพิมพ์ดีด รู้สึกว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราทำงานอยู่ นอกจากนั้นก็มีตู้เซฟเหล็กที่ใหญ่และหนักมาก มีอยู่ห้องนอนของผมตู้หนึ่ง แล้วก็วางอยู่ด้านล่าง ผมว่าคงหาไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบัน”
เมื่อพูดถึงห้องอาหารที่คงความดั้งเดิมของบ้านไว้ประมาณหนึ่ง โทนการตกแต่งโดยรวมจึงคุมโทนสีดำ น้ำตาล แต่จัดสรรพื้นที่สำหรับของสวยงามอย่างอื่นได้หลากหลายมุม แต่นอกจากของตกแต่งสไตล์วินเทจที่กระจายตัวตามมุมต่างๆ แล้ว สิ่งที่เราสังเกตเห็นได้ชัดก็คือภาพครอบครัว ที่มีทั้งภาพเดี่ยวของสมาชิกในครอบครัวในเกือบทุกช่วงวัย หรือภาพครอบครัวแบบครบทุกเจเนอเรชั่นวางอยู่ในทุกมุมของบ้าน บ่งบอกได้ดีว่าเจ้าของบ้านให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างคนในบ้านมากแค่ไหน
มุมต่อมาคือห้องนั่งเล่น มีเตียงขนาดใหญ่ของดั้งเดิมประจำบ้าน มีหมอนหลายขนาดวางไว้ นนท์บอกว่าจะเป็นที่เอนหลังพักผ่อนหรือนอนอ่านหนังสือ หรือไม่ก็นั่งมองสวนด้านนอก “ห้องที่ผมชอบนั่งบ่อยๆ เวลาหยุดอยู่บ้านก็คือห้องนั่งเล่น เมื่อก่อนตรงนี้จะทึบ มีหน้าต่างบานเล็กๆ แต่มีการปรับให้โล่งด้วยการทุบคอนกรีตออก แล้วติดกระจกรอบเลย จากนั้นเราก็จัดสวนมีพื้นที่ให้ได้เดินเล่นบ้างตอนเย็นๆ ส่วนมุมด้านนอกก็จะเน้นเก้าอี้หวาย ที่คงคอนเซปต์ดีไซน์คลาสสิกและเก่าเอาไว้”
ถัดจากห้องนั่งเล่น เป็นห้องออกกำลังกายสำหรับชายหนุ่มหนึ่งเดียวในบ้าน นนท์บอกว่า เขาเปลี่ยนแปลงห้องนี้จากเครื่องออกกำลังกายที่มีแต่เครื่องเล่นรุ่นคุณป้า กลายเป็นห้องออกกำลังกายที่ดูสมัยใหม่ขึ้น และใช้เวลาช่วงเช้าของวันว่างกับห้องนี้พอสมควรทีเดียว จนบางครั้งคุณแม่และน้องสาวแอบค้อนว่าห้องออกกำลังกายเป็นของเขาคนเดียวไปแล้ว
เมื่อเดินมาถึงสวนขนาดพอดีกับบ้าน นนท์ก็ทิ้งท้ายว่า “บ้านเป็นสถานที่ที่รู้สึกสบายและปลอดภัยที่สุดแล้วสำหรับผม อยู่ที่ไหนก็ไม่เหมือนอยู่บ้าน พูดไปก็คงไม่ต่างจากคนอื่น แต่สำหรับผมบ้านที่เราเกิดและเติบโตมา และไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนักนั้น มันทำให้เราเห็นภาพต่างๆ ในวันเก่าๆ ได้ชัดเจน มีร่องรอยและกลิ่นของอดีตอบอวลอยู่ ตรงนั้นน้องแนนเคยนั่งร้องไห้เพราะหกล้ม (ชี้ไปทางเดินเล็กๆ ด้านข้างของบ้าน) เรานั่งฟังเพลงกันตรงนี้ (ชี้ไปมุมนั่งเล่น) ผมว่าบ้านก็คือชีวิตชีวา ส่วนบ้านหลังนี้ก็แสนจะเท่และคลาสสิกในคราวเดียวกัน ผมมองแบบนั้น”







