
หวั่นน้ำท่วม ฉุดกำลังซื้อบ้าน
สถานการณ์น้ำท่วมทำผู้ประกอบการขาดความมั่นใจ หวั่นฉุดกำลังซื้อบ้าน พร้อมระบุแรงงานขาดแคลน วัสดุก่อสร้างจ่อคิวขยับ
สถานการณ์น้ำท่วมทำผู้ประกอบการขาดความมั่นใจ หวั่นฉุดกำลังซื้อบ้าน พร้อมระบุแรงงานขาดแคลน วัสดุก่อสร้างจ่อคิวขยับ
ผลจากการเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ นับเป็นปัญหาหนักที่ส่งผลต่อประชาชนในหลายจังหวัด ไม่พ้นแม้กระทั่งภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับโดยตรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่นอกจากผลกระทบทางจิตวิทยาจะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะลดลงแล้ว โครงการที่ประสบกับภาวะน้ำท่วมเป็นอีกหนึ่งตัววัดว่า ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพ คือ มีระบบการป้องกันน้ำที่ดี จากการถมที่ดิน การระบายน้ำรวมไปถึงมีพื้นที่รองรับ
นอกจากนี้ การตั้งแผนรับมือน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่กรุงเทพฯ ยังเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต่างเร่งระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งการป้องกันน้ำเข้าโครงการที่อยู่อาศัย และกันไม่ให้น้ำท่วมเข้าพื้นที่โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เป็นเหมือนภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเร่งทำมาก กว่าการเร่งเปิดโครงการใหม่ ที่เดิมหลายค่ายเตรียมเปิดตัวอย่างคึกคักในช่วงปลายปี ซึ่งเห็นทีว่า คงต้องรอประเมินสถานการณ์ หลังน้ำท่วมกันอีกครั้ง
จับตาใกล้ชิดปัญหาน้ำท่วม
ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ระบุว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการประเมินว่าโครงการใดได้รับผลกระทบกับภาวะน้ำท่วมมากน้อยเพียงใดเพื่อจะนำมาตั้งรับกับความเสี่ยงกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันโครงการของบริษัทนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเกิดปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากอยู่ในแนวพนังกั้นน้ำ
“ต้องยอมรับว่าปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ต่อไปรัฐบาลจะต้องมาพิจารณาเรื่องระบบการจัดน้ำที่ดี เนื่องจากพื้นที่รองรับน้ำนั้นยังมีไม่เพียงพอ” ประเสริฐ กล่าว
ด้านปราโมทย์ เจษฎาวรางกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วังทองกรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการที่บริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมมีอยู่ 1 โครงการคือ โครงการเจษฎา 10 จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งบริษัทได้เร่งช่วย ด้วยการทำคันกระสอบทราย และช่วยเร่งระบายน้ำออกจากโครงการ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะที่โครงการใหม่เดอะ พาลาซเซตโต้ ที่เพิ่งเปิดตัวโครงการนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบ
“น้ำท่วมถือเป็นปัญหาใหญ่ หลายโครงการในพื้นที่ กทม.โดยรอบ ก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งหากปัญหาดังกล่าวยังไม่แก้ให้ยุบลงโดยเร็วเชื่อว่า จะทำให้ยอดขายของหลายบริษัทคงไม่เป็นไปตามเป้า” ปราโมทย์ กล่าว
เร่งแผนกั้นน้ำเข้า พื้นที่ก่อสร้าง
ขณะที่เจ้า ตลาดคอนโดมิเนียม อย่าง โอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า บริษัทได้แบ่งโครงการทั้งหมดที่มีอยู่ ทั้งโครงการเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้างออกเป็น 3 โซน คือ โซนสีเขียว (เสี่ยงน้อยสุด) โซน สีเหลือง (เสี่ยงปานกลาง) และโซนสีแดง หรือเรด โซน (เสี่ยงมากที่สุด) เพื่อหาแนวทางป้องกันที่เหมาะสมให้แต่ละโซน
สำหรับโซนที่ประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงมากที่สุด หรือเรด โซน มีด้วยกัน 7 โครงการ แบ่งเป็น 4 โครงการที่สร้างเสร็จมีผู้อยู่อาศัยแล้ว ประกอบด้วย สี่พระยา ริเวอร์วิว ลุมพินี คอนโดทาวน์ รัตนาธิเบศร์ ลุมพินี เพลส นราธิวาส–เจ้าพระยา และลุมพินี เพลส พระราม 8 แม้ว่าทุกโครงการที่กล่าวถึงจะสูงกว่าระดับน้ำกว่า 20 เซนติเมตรอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องตั้งทีมที่ดูแลเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะในการเตรียมป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ และกั้นกระสอบทรายให้สูงกว่าระดับน้ำ
ส่วนเรด โซนอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ประกอบด้วย ลุมพินี วิลล์ พิบูลสงคราม-ริเวอร์วิว สร้างไปแล้ว 50% ลุมพินี พาร์ค ริเวอร์ไซด์-พระราม 3 สร้างไปแล้ว 30% และลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ- ปากเกร็ด สร้างไปเพียง 10% อาจจะต้องชะลอการก่อสร้างชั่วคราว และหันมา เร่งแผนป้องกันน้ำ ไม่ให้เข้าพื้นที่ก่อสร้าง เพราะหากน้ำท่วมพื้นที่ก่อสร้างแล้วจะส่งผลกระทบในเชิงความเสียหายอย่างหนัก
กำลังซื้อหด ลูกค้าไม่เข้าโครงการ
นอกจากการระดมการป้องกันแล้ว เอ็มดี แอล.พี.เอ็น.ฯ ยอมรับว่า ช่วงที่ฝนตกอย่างหนักในกรุงเทพฯ ส่งผลในเชิงจิตวิทยาที่ทำให้ผู้บริโภคมีความกังวลมากขึ้น จำนวนลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโครงการจึงน้อยลงมากสอดคล้องกับ วิทการ จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการที่บริษัทจะต้องจับตามองเป็นพิเศษว่าจะเสี่ยงกับภาวะน้ำท่วม คือ โครงการทาวน์เฮาส์ เดอะพลีโน่ บางบัวทอง จำนวน 400 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่โดยรอบของโครงการประสบกับปัญหาน้ำท่วมคือบริเวณบางบัวทอง ราชพฤกษ์ ทำให้ลูกค้าไม่เข้ามาเยี่ยมชมโครงการ ขณะที่โครงการได้มีการถมพื้นที่ให้สูงกว่าโครงการปกติจึงไม่ประสบกับปัญหาดังกล่าวภายในโครงการ
“ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เกิดในหลายพื้นที่ และเป็นภัยพิบัติที่อยู่เหนือการควบคุมแต่เราก็ทำได้โดยการเลือกซื้อแปลงที่ดินที่สูงกว่ารวมไปถึงต้องมองในระยะยาวว่าปัญหาน้ำท่วมจะรับมืออย่างไร โดยขณะนี้บริษัทยังคงเป้าการขายไว้ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท และยังไม่มีการปรับลดเป้าในขณะนี้” วิทการ กล่าว
ด้านเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและกรรมการบริหาร บริษัท เสนา ดีเวล ลอปเม้นท์ ยอมรับว่าผลกระทบจากเกิดปัญหาอุทกภัยทำให้ลูกค้าเข้าเยี่ยมชมโครงการน้อยลง โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในแถบรังสิต อย่างโครงการเสนา แกรนด์โฮม จะน้ำไม่ท่วมแต่ประสบกับปัญหาน้ำท่วม แต่พื้นที่บริเวณใกล้เคียงนั้นน้ำท่วมแล้ว ทำให้บริษัทต้องมาพิจารณาว่าโครงการ ที่จะก่อสร้างใหม่ในอนาคตนั้นจะต้อง คำนึงถึงระบบระบายน้ำ พื้นที่รองรับน้ำ รวมไปถึงการติดตั้งเครื่องระบายภายในโครงการ
“น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ต้องยอมรับว่ากระทบกับกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านราคาไม่แพง ทำให้ลูกค้าไม่มีอารมณ์ที่จะซื้อ อีกทั้งต้นทุนในการก่อสร้างก็จะปรับตัวสูงขึ้นด้วย เนื่องจากวัสดุก่อสร้างหลายชนิดเริ่มขาดตลาดรวมไปถึงภาคแรงงานก่อสร้างด้วย เชื่อว่าต้นทุนในการก่อสร้างจะปรับขึ้นอีก 5-10%” เกษรา กล่าว
แรงงาน ขาด หวั่นวัสดุแพง
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการบริหาร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวสูง บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า จากปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ทำให้แรงงานจำนวนหนึ่งตัดสินใจกลับบ้าน จึงก่อให้เกิดวิกฤตขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งอาจจะกระทบกับแผนก่อสร้างในระยะสั้น แต่จะมีการประเมินอี&O5533;ครั้งหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายขึ้น
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอสังหาฯ ยังต้องเผชิญหน้ากับภาวะวัสดุก่อสร้างขาดแคลน โดยเฉพาะอิฐที่เริ่มขาดแคลนแล้ว รวมถึง ทรายที่มีความต้องการสูงขึ้นมาก เพราะต้องนำไปใช้กันน้ำเข้าพื้นที่ต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มว่าราคาวัสดุก่อสร้างจะปรับสูงขึ้นไปอีกจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะต้องขยับขึ้นจากภาวะต้นทุนต่างๆ
มรสุมจากปัจจัยต่างๆ ที่รุมเร้าไม่เพียงแต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในเวลานี้ ทุกภาคส่วนของประเทศไทยคงได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน วิกฤตคราวนี้ คงต้องอาศัยเวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อฝ่าฟันให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยความสูญเสียน้อยที่สุด







