‘บัวทองฯ’ปรับโมเดล ปักธงรังสิตขยายฐาน

  • วันที่ 04 ก.พ. 2562 เวลา 12:00 น.

‘บัวทองฯ’ปรับโมเดล ปักธงรังสิตขยายฐาน

เรื่อง อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

ในยุคที่การแข่งขันสูงและผู้ซื้อเป็นเจ้าตลาด ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กเนมหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กต่างต้องปรับตัวพร้อมขยายฐานให้กว้างขึ้น เพราะพื้นที่เดิมที่ยืนอยู่เริ่มแคบลงหรือเกิดทางตันในบางทำเล

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเริ่มเห็นการขยายพื้นที่ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ไปปักหมุดตามพื้นที่ไข่แดง รวมทั้งเปิดพื้นที่ใหม่ตามเส้นทางคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะรถไฟฟ้า และเมื่อซัพพลายแนวสูงมีมาก หลายรายหันมารุกตลาดแนวราบมากขึ้น ส่วนรายกลางและรายเล็กที่ทุนไม่หนาเลือกที่จะเข้าไปจับตลาดที่รายใหญ่ไม่พัฒนา

วิรินทร์ญา งามเลิศพัฒนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า กลุ่มบัวทอง ดำเนินธุรกิจทั้งรับบริหารงานขายโครงการและเป็นดีเวลอปเปอร์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดยที่ผ่านมาบริษัทเปิดดำเนินงานรวม 25 ปี และด้วยภาวะตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง ทำให้บริษัทต้องปรับตัวพัฒนาองค์กร รวมทั้งเพิ่มศักยภาพบุคลากรให้มีความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังคงความเป็นมืออาชีพโดยเฉพาะในส่วนของบริษัท บัวทอง พร็อพเพอร์ตี้ ที่รับบริหารงานขาย ปัจจุบันมีลูกค้ามาใช้บริการของบริษัทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยโมเดลที่ให้บริการแบบวันสต็อปเซอร์วิส ให้บริการลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ กลายเป็นอีกทางเลือกของเจ้าของโครงการ

“บริษัทจะให้คำปรึกษา เริ่มตั้งแต่แนวทางในการพัฒนาโครงการ วิเคราะห์คู่แข่ง กำหนดราคาขายให้ตรงกับความต้องการในตลาดและทำการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า จนไปถึงงานขาย งานบริการด้านสินเชื่อและงานโอนกรรมสิทธิ์” วิรินทร์ญา กล่าว

สำหรับแผนงานปี 2562 บริษัทมีนโยบายขยายตลาดในการรับงานบริหารโครงการอสังหาฯ มากขึ้น ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ จ.นนทุบรี ปทุมธานี ชลบุรี ฯลฯ โดยในไตรมาสแรกได้เซ็นสัญญารับบริหารงานขายโครงการใหม่ 3 โปรเจกต์ มูลค่ารวมเกือบ 1,000 ล้านบาท มีทั้งพรีเมียมโฮมออฟฟิศ คอนโด และทาวน์เฮาส์ โดยปีนี้ตั้งเป้ารับบริหารโครงการประมาณ 8-10 โครงการ พร้อมตั้งเป้าการเติบโตของกลุ่มบริหารงานขายเพิ่มขึ้น 10-20% จากปีที่แล้ว

ในส่วนของโมเดลการพัฒนาโครงการอสังหาฯ เพื่อขาย ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท บัวทอง แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นั้น เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจมานานมีฐานลูกค้าราวหมื่นคน มีความชำนาญในพื้นที่ จ.นนทบุรี ที่ได้พัฒนาโครงการเพื่อขาย และ จ.ปทุมธานี ที่เข้าไปรับบริหารงานขาย ดังนั้นในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการแนวราบ 2 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 500 ล้านบาท โดยโปรเจกต์แรก คือ โครงการบ้านเดี่ยวพฤกษ์พิมาน ทำเลปทุมธานี-รังสิต มูลค่าโครงการราว 100 ล้านบาท จำนวน 19 ยูนิต ราคาขาย 4.5 ล้านบาท กำหนดเปิดตัวในเดือน มิ.ย.นี้

ขณะที่อีก 1 โครงการ จะอยู่ในทำเลเดียวกัน ขณะนี้อยู่ ระหว่างหาที่ดิน เบื้องต้นวางแผนพัฒนาบนพื้นที่ 15-20 ไร่พัฒนาทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ รวม 70 ยูนิต ระดับราคาขาย 3-5 ล้านบาท มูลค่าโครงการราว 300-400 ล้านบาท

การที่บริษัทเข้าไปปักหมุดในโซนดังกล่าว เพราะมั่นใจในกำลังซื้อ อีกทั้งด้วยโปรดักต์สินค้าที่ได้มีการพัฒนาและออกแบบจากความต้องการของผู้บริโภคที่บริษัทได้มีการเข้าไปวิเคราะห์ตลาดและคู่แข่งขัน จึงทำให้สินค้ามีความแตกต่างตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งเรื่องของฟังก์ชั่น การอยู่อาศัยได้จริง และที่สำคัญคือราคาที่จับต้องได้ เพราะบริษัทจะเลือกพัฒนาที่ดินบนทำเลศักยภาพโดยราคาที่ดินต้องไม่เกิน 4 ล้านบาท/ไร่ เพื่อให้สามารถทำราคาขายสอดรับกำลังซื้อในย่านนี้ได้

นอกจากนี้ ได้ตั้งงบซื้อที่ดินเพิ่มอีก 70-80 ล้านบาท และยังมีแลนด์แบงก์ที่ จ.นนทบุรี อีก 2 แปลง ซึ่งยังไม่มีแผนพัฒนาในช่วงนี้เพราะซัพพลายในพื้นที่มีเป็นจำนวนมากจากการเร่งจัดสรรและเปิดตัวของดีเวลอปเปอร์ เนื่องจากผังเมืองรวม จ.นนทบุรี ฉบับใหม่จะบังคับใช้ในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายของอสังหาฯ เพื่อขายในไตรมาสแรกของปี 2562 อยู่ที่ 50 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ทั้งปีกว่า 150 ล้านบาท จากเป้ารายได้รวมทั้งกลุ่มที่วางไว้ 1,200 ล้านบาท

วิรินทร์ญา กล่าวว่า ในส่วนทิศทางตลาดโดยรวม ในไตรมาสแรกยังถือว่าโอเค เพราะด้วยมาตรการคุมสินเชื่อของแบงก์ชาติทำให้ภาคอสังหาฯ แข่งขันสูง เพื่อระบายสต๊อกสินค้าที่ตนเองมีอยู่ และหลังจากวันที่ 1 เม.ย. 2562 มองว่า อัตราส่วนในการอนุมัติเงินกู้ก็จะน้อยลง ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการวางเงินในเรื่องของบ้านสั่งสร้าง เพื่อให้ลูกค้าได้มีการผ่อนดาวน์ไปสักระยะ

อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดอสังหาฯ จะเติบโตหรือชะลอตัว ต้องรอดูหลังจากไตรมาสแรกไปแล้ว เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายประการที่อาจสร้างผลกระทบต่อตลาดไม่มากก็น้อย แต่เชื่อว่าบ้านเป็นปัจจัยสี่ที่ความต้องการยังมีอยู่เสมอ

ข่าวอื่นๆ