วิสซ์ดอมบุกหนัก ปรับโมเดลรับคนรุ่นใหม่

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 13:00 น.

วิสซ์ดอมบุกหนัก ปรับโมเดลรับคนรุ่นใหม่

โดย...อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร

การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน นอกจากทำเลที่ตั้งโครงการโดดเด่นมีศักยภาพแล้ว สิ่งที่สำคัญคือต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ การเริ่มปรับตัวของดีเวลอปเปอร์มาต่อเนื่องส่วนหนึ่งเพราะต้องปรับรับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลโดยเฉพาะกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

อัษฎา แก้วเขียว ประธานผู้อำนวยการ-วิสซ์ดอม บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับโมเดล ฟังก์ชั่น รูปแบบโครงการภายใต้แบรนด์วิสซ์ดอมเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น โรบอตมาใช้ดูแลความปลอดภัยให้ลูกค้าโครงการ โดยร่วมมือกับบริษัทในเครือที่มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่าง รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการในอนาคต เพราะมองว่าคอนโดมิเนียมต่อจากนี้ไปจะขายเฉพาะโครงสร้างอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องเพิ่มมูลค่าด้วย

สำหรับแผนงานในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปีนี้ บริษัทมีการพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์วิสซ์ดอมเพียง 1 โครงการคือ วิสซ์ดอม อโศก สุขุมวิท มูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเปิดพรีเซลในวันที่ 3-4 พ.ย. 2561 โดยพัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมสูง 39 ชั้น บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษกตรงข้ามสวนเบญจกิติ มีจำนวนห้องพัก 601 ยูนิต และ 6 ร้านค้า พื้นที่ห้องเริ่มต้น 28-290 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาขายเริ่มต้น 8.4-100 ล้านบาท หรือเฉลี่ยที่ 2.9 แสนบาท/ตร.ม.

ทั้งนี้ ตั้งเป้ายอดขาย 80% ปัจจุบันมียอดลูกค้าเข้ามาลงทะเบียน ซึ่งเป็นลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติแล้วกว่า 1,000 ราย จากนั้นจะเปิดแกรนด์โอเพนนิ่งในเดือน ม.ค. 2562 โดยจะปรับราคาใหม่ในราคาขายเฉลี่ยที่ 3 แสนบาท/ตร.ม.

ด้านสัดส่วนลูกค้าต่างชาตินั้น บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาตัวแทนขายซึ่งมีทั้งบริษัทในไทยและตัวแทนจากต่างชาติ ซึ่งจะจัดสรรขายราว 40% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด โดยพบว่า ลูกค้าต่างชาติที่ลงทะเบียนให้ความสนใจซื้อโครงการมีทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และยุโรป

ที่ผ่านมา แบรนด์วิสซ์ดอม จะพัฒนาโครงการในระดับราคากว่า 1-2 แสนบาท/ตร.ม. ซึ่งโครงการนี้ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพในศูนย์กลางเศรษฐกิจ (ซีบีดี) ปัจจุบันราคาที่ดินอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท/ตารางวา และราคาเพิ่มขึ้นทุกปีประมาณ 18-20% ทำให้ต้นทุนสูง ซึ่งโครงการนี้มียูนิตราคาขายไม่ถึง 10 ล้านบาท สัดส่วนไม่ถึง 10% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด ถือว่าเป็นโครงการแรกที่ทำที่อยู่อาศัยระดับเริ่มต้นกว่า 2 แสนบาท/ตร.ม. โดยเก็บเงินดาวน์ที่ 25% จึงจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ LTV

ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างการโอนขณะนี้ เช่น วิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ และวิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว ซึ่งเก็บดาวน์ที่ 15% ไม่มีผลกระทบเรื่องของ LTV โดยลูกค้าโอนตามกำหนด คาดว่าปีนี้มียอดโอนรับรู้รายได้ราว 3,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นยอดโอนจากวิสซ์ดอม สเตชั่น รัชดา-ท่าพระ 80% หรือราว 2,000 ล้านบาท

สำหรับในปี 2562 บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการอีก 3-4 โครงการ มูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวได้ช่วงกลางปีหน้าโดยบริษัทมีที่ดินแล้ว 3 แปลงอยู่ในทำเลซีบีดี

ในส่วนของโครงการวิสซ์ดอมไชน่าทาวน์ ใกล้เอ็มอาร์ทีหัวลำโพง บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ขณะนี้ต้องชะลอการเปิดโครงการออกไปก่อน เพราะติดปัญหาแนวทางด้านกฎหมายซึ่งจะต้องมีการศึกษารายละเอียดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

อัษฎา กล่าวว่า วิสซ์ดอม อโศก สุขุมวิท ถือเป็นแฟล็กชิปของวิสซ์ดอมและเป็นก้าวสำคัญในการขยับมาทำสินค้าที่แพงขึ้นจากโลเกชั่น ดังนั้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โครงการนี้ได้ออกแบบเพื่อสอดรับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่และเพื่อส่งมอบให้คนรุ่นต่อไป โดยพัฒนาภายใต้แนวคิด FOR ALL WELL-BEING ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมโดยรอบโครงการ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

ENERGY & ECOLOGY การคำนึงเรื่องการใช้พลังงานและระบบนิเวศรอบโครงการ โดยนำเกณฑ์การออกแบบจากสถาบันอาคารเขียวไทยที่ได้รับความน่าเชื่อถือมาอ้างอิงเพื่อคุณภาพของโครงการตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย

HEALTH & WELLNESS การออกแบบทุกรายละเอียดให้อยู่สบายและสุขภาพดี ด้วยการเลือกวัสดุต่างๆ ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ลดการเกิดอุบัติเหตุ การออกแบบระบบปรับอากาศที่ลดการสะสมของฝุ่นและการเกิดเชื้อราเพื่อคุณภาพอากาศภายในห้องที่ดี รวมถึงการออกแบบระบบท่อออกหลัง เพื่อลดปัญหาน้ำรั่วหรือท่ออุดตัน บำรุงรักษาได้สะดวก โดยไม่รบกวนผู้พักอาศัยห้องอื่น

SENSES & HAPPINESS การออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ถูกสุขลักษณะเพื่อการรับรู้ที่ดีของผู้อยู่อาศัย รวมไปถึงการออกแบบให้เอื้อต่อการใช้งานของคนทุกวัยในทุกพื้นที่ส่วนกลาง

อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทยังมีการรับรู้รายได้เพียง 3,000 ล้านบาท แต่ในอีก 1-2 ปี จะเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตปีละ 15% ปัจจุบันมีแบ็กล็อกประมาณ 300-400 ล้านบาท

ข่าวอื่นๆ