
iWASAM’ นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย
ระบบ iWASAM ใช้ดาวเทียมและ IoT คำนวณความต้องการน้ำแบบ Real-time ลดการใช้น้ำเพิ่มผลผลิตเกษตร พร้อมต่อยอดสู่ iFarm และ iTambon
กว่า 40 ปีที่ระบบ WASAM เคยเป็นเครื่องมือสำคัญของการจัดสรรน้ำในไทย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านข้อมูลและแรงงาน ทำให้การพัฒนาไม่สมบูรณ์ จนกระทั่ง iWASAM ถือกำเนิดขึ้นด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ IoT พลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง
ดร.วราวุธ วุฒิวณิชย์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน) กล่าวว่า ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่อยู่คู่กับการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน คือ WASAM (Water Allocation and Supply Monitoring System) หรือระบบจัดสรรน้ำและติดตามผลการส่งน้ำด้วยคอมพิวเตอร์ เกิดขึ้นในไทยครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2527–2528 ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มนำเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible เข้ามาใช้
โดยกรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา Ilaco/Empire M&T พัฒนาระบบนี้ขึ้นเพื่อนำมาใช้งานในโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่กว่า 3.2 ล้านไร่ มีระบบส่งน้ำและโครงสร้างชลประทานที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคำนวณด้วยมือได้ อย่างไรก็ตาม WASAM ยุคแรกทำงานบนระบบปฏิบัติการแบบดั้งเดิมที่ต้องพิมพ์คำสั่ง มีความยุ่งยากในการใช้งาน จึงทำให้การขยายผลไปยังลุ่มน้ำอื่นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
อีก 10 ปีถัดมา ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน และวิทยาลัยการชลประทาน ได้ร่วมกันพัฒนา WASAM เวอร์ชั่นใหม่ในรูปแบบ “Windows Version” เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังเจอปัญหาสำคัญ คือ “ภาระงานของคน” เพราะระบบเดิมยังต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในสนามทุกๆ สัปดาห์ การสำรวจพื้นที่ปลูกข้าว ปลูกอ้อย วัดระดับน้ำในแปลงนา และตรวจวัดปริมาณน้ำที่ส่งเข้าคลองสายต่างๆ เมื่อการเก็บข้อมูลป้อนเข้าระบบทำได้ยาก โครงการชลประทานต่างๆ จึงยังไม่พร้อมที่จะนำไปปฏิบัติตามจริง
:ยกระดับ iWASAM เชื่อม ดาวเทียมและ IoT
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2564 เมื่อมีภาพถ่ายดาวเทียมและเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) คณะวิจัยจึงได้เริ่มต้นพัฒนาใหม่จนเกิดเป็น “iWASAM” (Intelligent WASAM) โดยทดลองใช้ครั้งแรกในลุ่มน้ำคลองสวนหมาก จังหวัดกำแพงเพชร
โดย iWASAM มีจุดเด่นและความสามารถที่เหนือกว่าระบบเดิมในหลายมิติ โดยไม่ต้องใช้คนเดินสำรวจพื้นที่เพาะปลูกอีกต่อไป แต่ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจากแพลตฟอร์ม IrriSAT ของประเทศออสเตรเลีย ในการประเมินดัชนีพืชพรรณ และแปลสภาพออกมาเป็นค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช ประกอบกับใช้ข้อมูลภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดอากาศอัตโนมัติที่ติดตั้งในพื้นที่ และการเชื่อมต่อกับ TMD API ของกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลพยากรณ์สภาพอากาศและปริมาณฝนมาใช้ ทำให้สามารถคำนวณความต้องการน้ำของคลองแต่ละสาย และคาดการณ์ความต้องการน้ำล่วงหน้าได้ 7 วัน
ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับน้ำ เซนเซอร์วัดคุณภาพน้ำ และเซนเซอร์วัดระยะเปิดบานประตูน้ำ ซึ่งจะส่งข้อมูล Real-time เข้าสู่ระบบโดยตรง ทำให้ iWASAM ทราบปริมาณน้ำที่แต่ละคลองใช้ และสามารถประเมินผลการใช้น้ำในรูปของประสิทธิภาพการชลประทานและผลผลิตภาพน้ำ ณ เวลาจริง
: iWASAM ลดใช้น้ำเพิ่มผลผลิตเกษตรไทย
ผลจาก การใช้ระบบ iWASAM ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการใช้น้ำ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเนื่องจากพืชได้รับน้ำในปริมาณและเวลาที่เหมาะสมอย่างแท้จริง
ดร.กรตสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการชลประทาน สถาบันพัฒนาการชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวว่า iWASAM ยังต้องได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทีมวิจัยมีแผนที่จะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาทำงานร่วมกับระบบ Remote Sensing และชิป IoT รุ่นใหม่ที่มีความแม่นยำสูงขึ้น AI จะเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และคาดการณ์สภาพน้ำล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำกว่าการอ่านค่าจากเซนเซอร์เพียงอย่างเดียว
ปัจจุบันกรมชลประทานและทีมวิจัยกำลังพัฒนาระบบ การควบคุมและเปิด-ปิดประตูระบายน้ำระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟนแทนแรงงานคน ควบคู่ไปกับการประเมินผลประสิทธิภาพการส่งน้ำและคำนวณผลิตภาพของน้ำ ว่าน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กี่บาท ก็จะทำให้ระบบ iWASAM กลายเป็นระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบที่สุดของประเทศไทย
: iWASAM ระบบน้ำอัจฉริยะ สร้างความมั่นคงให้สังคมไทย
การต่อยอดนวัตกรรม iWASAM ไปสู่การสร้างประโยชน์ให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมอย่างครอบคลุม ผ่านแนวคิด “3i” ซึ่งประกอบด้วย iWASAM, iFarm และ iTambon
1. iWASAM คือเครื่องมืออัจฉริยะสำหรับเจ้าหน้าที่ชลประทาน และวิศวกรผู้ควบคุมโครงการชลประทานใช้งาน ในการคำนวณว่าคลองแต่ละสายต้องการน้ำเท่าไหร่ในทุกๆ เช้า ช่วยให้เจ้าหน้าที่ ส่งน้ำเข้าคลองได้อย่างแม่นยำ สอดคล้องกับความต้องการของพืชและเกษตรกรโดยไม่ต้องลงพื้นที่สำรวจให้เสียเวลา
2. iFarm คือแอปพลิเคชันอัจฉริยะสำหรับเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรทราบว่า เมื่อไหร่ควรให้น้ำพืช และต้องให้ในปริมาณเท่าไหร่ โดยทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT ที่ติดตั้งอยู่ ณ แปลงเกษตร เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขับรถหรือขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปเปิด-ปิดปั๊มน้ำที่ไร่นาซึ่งอาจอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรอีกต่อไป แต่สามารถกดสั่งงานบนมือถือ ให้ปั๊มน้ำทำงานและหยุดเองเมื่อพืชได้รับน้ำครบตามความต้องการ ช่วยประหยัดทั้งน้ำ พลังงาน และเวลาของเกษตรกรได้อย่างมหาศาล
3. iTambon คือแพลตฟอร์มสารสนเทศน้ำและเตือนภัยสำหรับประชาชนในตำบล ที่รวบรวมข้อมูลทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน และการเกษตร ช่วยให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้วางแผนการดำเนินชีวิตและการเกษตร พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเมื่อมีฝนตกหนัก หรือเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเริ่มล้นตลิ่ง ทำให้คนในชุมชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที
การเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่จับต้องได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและหลักประกันความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน
iWASAM ไม่เพียงช่วยประหยัดน้ำและเพิ่มผลผลิต แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทย ผ่านแนวคิด “3i” ที่เชื่อมโยงเจ้าหน้าที่ เกษตรกร และประชาชน เข้าถึงข้อมูลน้ำได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน







