posttoday
iWASAM’ นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย

iWASAM’ นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย

02 กันยายน 2569

ระบบ iWASAM ใช้ดาวเทียมและ IoT คำนวณความต้องการน้ำแบบ Real-time ลดการใช้น้ำเพิ่มผลผลิตเกษตร พร้อมต่อยอดสู่ iFarm และ iTambon

iWASAM’ นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย

กว่า 40 ปีที่ระบบ WASAM เคยเป็นเครื่องมือสำคัญของการจัดสรรน้ำในไทย แต่ด้วยข้อจำกัดด้านข้อมูลและแรงงาน ทำให้การพัฒนาไม่สมบูรณ์ จนกระทั่ง iWASAM ถือกำเนิดขึ้นด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ IoT พลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง

 

iWASAM’ นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย

ดร.วราวุธ วุฒิวณิชย์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน) กล่าวว่า ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่อยู่คู่กับการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน คือ WASAM (Water Allocation and Supply Monitoring System) หรือระบบจัดสรรน้ำและติดตามผลการส่งน้ำด้วยคอมพิวเตอร์ เกิดขึ้นในไทยครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2527–2528 ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มนำเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM Compatible เข้ามาใช้

 

โดยกรมชลประทานได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา Ilaco/Empire M&T พัฒนาระบบนี้ขึ้นเพื่อนำมาใช้งานในโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทานขนาดใหญ่กว่า 3.2 ล้านไร่ มีระบบส่งน้ำและโครงสร้างชลประทานที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคำนวณด้วยมือได้ อย่างไรก็ตาม WASAM ยุคแรกทำงานบนระบบปฏิบัติการแบบดั้งเดิมที่ต้องพิมพ์คำสั่ง มีความยุ่งยากในการใช้งาน จึงทำให้การขยายผลไปยังลุ่มน้ำอื่นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

 

อีก 10 ปีถัดมา ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน และวิทยาลัยการชลประทาน ได้ร่วมกันพัฒนา WASAM เวอร์ชั่นใหม่ในรูปแบบ “Windows Version” เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังเจอปัญหาสำคัญ คือ “ภาระงานของคน” เพราะระบบเดิมยังต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลในสนามทุกๆ สัปดาห์ การสำรวจพื้นที่ปลูกข้าว ปลูกอ้อย วัดระดับน้ำในแปลงนา และตรวจวัดปริมาณน้ำที่ส่งเข้าคลองสายต่างๆ เมื่อการเก็บข้อมูลป้อนเข้าระบบทำได้ยาก โครงการชลประทานต่างๆ จึงยังไม่พร้อมที่จะนำไปปฏิบัติตามจริง

:ยกระดับ iWASAM เชื่อม ดาวเทียมและ IoT 

iWASAM’ นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2564 เมื่อมีภาพถ่ายดาวเทียมและเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) คณะวิจัยจึงได้เริ่มต้นพัฒนาใหม่จนเกิดเป็น “iWASAM” (Intelligent WASAM) โดยทดลองใช้ครั้งแรกในลุ่มน้ำคลองสวนหมาก จังหวัดกำแพงเพชร

 

โดย iWASAM มีจุดเด่นและความสามารถที่เหนือกว่าระบบเดิมในหลายมิติ โดยไม่ต้องใช้คนเดินสำรวจพื้นที่เพาะปลูกอีกต่อไป แต่ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจากแพลตฟอร์ม IrriSAT ของประเทศออสเตรเลีย ในการประเมินดัชนีพืชพรรณ และแปลสภาพออกมาเป็นค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช ประกอบกับใช้ข้อมูลภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดอากาศอัตโนมัติที่ติดตั้งในพื้นที่ และการเชื่อมต่อกับ TMD API ของกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลพยากรณ์สภาพอากาศและปริมาณฝนมาใช้ ทำให้สามารถคำนวณความต้องการน้ำของคลองแต่ละสาย และคาดการณ์ความต้องการน้ำล่วงหน้าได้ 7 วัน

ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับน้ำ เซนเซอร์วัดคุณภาพน้ำ และเซนเซอร์วัดระยะเปิดบานประตูน้ำ ซึ่งจะส่งข้อมูล Real-time เข้าสู่ระบบโดยตรง ทำให้  iWASAM ทราบปริมาณน้ำที่แต่ละคลองใช้ และสามารถประเมินผลการใช้น้ำในรูปของประสิทธิภาพการชลประทานและผลผลิตภาพน้ำ ณ เวลาจริง 

 

: iWASAM ลดใช้น้ำเพิ่มผลผลิตเกษตรไทย

 

ผลจาก การใช้ระบบ iWASAM ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการใช้น้ำ ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเนื่องจากพืชได้รับน้ำในปริมาณและเวลาที่เหมาะสมอย่างแท้จริง

iWASAM’ นวัตกรรมอัจฉริยะ พลิกโฉมการจัดการน้ำไทย

ดร.กรตสุวรรณ โพธิ์สุวรรณ  ผู้อำนวยการส่วนวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมการชลประทาน สถาบันพัฒนาการชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวว่า iWASAM ยังต้องได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทีมวิจัยมีแผนที่จะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาทำงานร่วมกับระบบ Remote Sensing และชิป IoT รุ่นใหม่ที่มีความแม่นยำสูงขึ้น AI จะเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และคาดการณ์สภาพน้ำล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำกว่าการอ่านค่าจากเซนเซอร์เพียงอย่างเดียว

 

ปัจจุบันกรมชลประทานและทีมวิจัยกำลังพัฒนาระบบ การควบคุมและเปิด-ปิดประตูระบายน้ำระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟนแทนแรงงานคน ควบคู่ไปกับการประเมินผลประสิทธิภาพการส่งน้ำและคำนวณผลิตภาพของน้ำ ว่าน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กี่บาท ก็จะทำให้ระบบ iWASAM กลายเป็นระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะที่สมบูรณ์แบบที่สุดของประเทศไทย

 

: iWASAM ระบบน้ำอัจฉริยะ สร้างความมั่นคงให้สังคมไทย

 

 การต่อยอดนวัตกรรม iWASAM ไปสู่การสร้างประโยชน์ให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมอย่างครอบคลุม ผ่านแนวคิด “3i” ซึ่งประกอบด้วย iWASAM, iFarm และ iTambon

 

1. iWASAM คือเครื่องมืออัจฉริยะสำหรับเจ้าหน้าที่ชลประทาน และวิศวกรผู้ควบคุมโครงการชลประทานใช้งาน ในการคำนวณว่าคลองแต่ละสายต้องการน้ำเท่าไหร่ในทุกๆ เช้า ช่วยให้เจ้าหน้าที่ ส่งน้ำเข้าคลองได้อย่างแม่นยำ สอดคล้องกับความต้องการของพืชและเกษตรกรโดยไม่ต้องลงพื้นที่สำรวจให้เสียเวลา

 

2. iFarm คือแอปพลิเคชันอัจฉริยะสำหรับเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรทราบว่า เมื่อไหร่ควรให้น้ำพืช และต้องให้ในปริมาณเท่าไหร่ โดยทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT ที่ติดตั้งอยู่ ณ แปลงเกษตร เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขับรถหรือขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปเปิด-ปิดปั๊มน้ำที่ไร่นาซึ่งอาจอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรอีกต่อไป แต่สามารถกดสั่งงานบนมือถือ ให้ปั๊มน้ำทำงานและหยุดเองเมื่อพืชได้รับน้ำครบตามความต้องการ ช่วยประหยัดทั้งน้ำ พลังงาน และเวลาของเกษตรกรได้อย่างมหาศาล

 

 3. iTambon คือแพลตฟอร์มสารสนเทศน้ำและเตือนภัยสำหรับประชาชนในตำบล ที่รวบรวมข้อมูลทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน และการเกษตร ช่วยให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้วางแผนการดำเนินชีวิตและการเกษตร พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเมื่อมีฝนตกหนัก หรือเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเริ่มล้นตลิ่ง ทำให้คนในชุมชนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

 

การเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่จับต้องได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและหลักประกันความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน

 

iWASAM ไม่เพียงช่วยประหยัดน้ำและเพิ่มผลผลิต แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทย ผ่านแนวคิด “3i” ที่เชื่อมโยงเจ้าหน้าที่ เกษตรกร และประชาชน เข้าถึงข้อมูลน้ำได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

 

ข่าวล่าสุด

พันธบัตรโลกถูกเทขายหนัก หวั่นเงินเฟ้อ-หนี้รัฐบาล ส่งบอนด์ยีลด์พุ่ง

พันธบัตรโลกถูกเทขายหนัก หวั่นเงินเฟ้อ-หนี้รัฐบาล ส่งบอนด์ยีลด์พุ่ง