
พันธบัตรโลกถูกเทขายหนัก หวั่นเงินเฟ้อ-หนี้รัฐบาล ส่งบอนด์ยีลด์พุ่ง
ตลาดพันธบัตรโลกถูกเทขายรุนแรง ดันต้นทุนกู้ยืมพุ่งสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
ตลาดพันธบัตรทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในวันพุธ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น และเพิ่มความกังวลของนักลงทุนทั้งต่อเงินเฟ้อและภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลถือเป็นต้นทุนอ้างอิงสำคัญของสินทรัพย์ในตลาดการเงิน เมื่อผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนเงินก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลต่อทั้งอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของประชาชน และการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องเผชิญภาระต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะ 4.81% ใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ขณะที่นักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ที่อัตราผลตอบแทนจะขยับเข้าใกล้ 5% ซึ่งอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหุ้นที่กำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง
ด้านญี่ปุ่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ยืนเหนือ 3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ขณะที่ออสเตรเลียเพิ่มขึ้นแตะ 5.198% สูงสุดในรอบกว่า 15 ปี
ตลาดยุโรปก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีปรับตัวลง 0.45% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2011 ส่วนสัญญาพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสร่วง 0.5% แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
นักกลยุทธ์การลงทุนของ Saxo กล่าวว่า นักลงทุนในตลาดพันธบัตรกำลังเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ฐานะการคลังของรัฐบาล และปริมาณหนี้จำนวนมหาศาลที่กำลังเข้าสู่ตลาด
โดยประเมินว่าแรงเทขายอาจรุนแรงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อาจแตะ 5% ก่อนที่ระดับผลตอบแทนจะจูงใจให้ผู้ซื้อกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
AI บูมเติมแรงกดดันตลาดพันธบัตร
อีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลคือการระดมทุนครั้งใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งเร่งออกพันธบัตรเพื่อหาเงินลงทุนรองรับการขยายตัวของธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
นากะ มัตสึซาวะ หัวหน้านักกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคของ Nomura Securities ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า การที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่พร้อมจ่ายต้นทุนทางการเงินในระดับสูง กำลังผลักดันอัตราผลตอบแทนในตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้น
ประเด็นสำคัญในระยะต่อไปคือ เศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้เพียงพอที่จะรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นหรือไม่ โดยเขามองว่า หากการเพิ่มผลิตภาพจาก AI สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการเติบโตของค่าจ้างได้ เศรษฐกิจก็อาจสามารถรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้
นักลงทุนจับตาทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ตลาดยังจับตาการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed หลังเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ขณะที่ถ้อยแถลงในเชิงเข้มงวดของเควิน วอร์ช ประธาน Fed เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
แรงกดดันด้านพลังงานยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการควบคุมเงินเฟ้อ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้น 1% มาอยู่ที่ 95.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันพุธ หลังจากพุ่งขึ้นเกือบ 6% ในวันก่อนหน้า
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งมักเคลื่อนไหวตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของ Fed เพิ่มขึ้นแตะ 4.41% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025
ขณะที่ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรปอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า และประเมินโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ถัดไปไว้ราว 68%
ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันด้านการคลัง
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดการเงินโลก หลังจากพันธบัตรญี่ปุ่นเคยมีอัตราผลตอบแทนต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีทะลุ 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี
เฟรด นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ HSBC กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นสะท้อนทั้งความกังวลต่อแนวโน้มการคลังของประเทศ จากแผนเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล และแรงกดดันจากตลาดโลกที่ทำให้ต้นทุนการระดมทุนระยะยาวสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดจับตาแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ รวมถึงสถานการณ์ในอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลต่างเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านการคลัง
นักวิเคราะห์มองว่า ญี่ปุ่นและอังกฤษอยู่ใกล้แนวหน้าของความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นกำลังปะทะกับแรงกดดันด้านการคลังและการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ขณะที่ฝรั่งเศสยังมีความเปราะบางจากแนวโน้มหนี้สาธารณะ
ก่อนหน้านี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 เมื่อวันอังคาร สะท้อนแรงกดดันที่กำลังขยายตัวไปทั่วตลาดตราสารหนี้โลก







