
สบน. เดินหน้า ESG Bond ลดต้นทุนประเทศ ชูรถไฟฟ้าสายสีส้มต้นแบบ ESG ครบ 3 มิติ
สบน.เดินหน้า ESG Bond ลดต้นทุนประเทศ สร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชูรถไฟฟ้าสายสีส้มคือต้นแบบ ESG ครบ 3 มิติ
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พร้อมด้วยผู้บริหาร สบน. และคณะสื่อมวลชน ได้ร่วมเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ด้านรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (MRTA Learning Center) ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และร่วมเสวนา “โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และการระดมทุนผ่าน ESG Bond)
โดยนางจินดารัตน์ เปิดเผยว่า สบน. มีหน้าที่วางแผนการกู้เงินให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของภาครัฐ ด้วยการเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม และบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อให้สามารถจัดหาเงินทุนเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับต่ำและความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ สบน. จึงเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ อย่าง ESG Bond เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล และเพิ่มทางเลือกในการระดมทุน ขยายฐานนักลงทุน และยกระดับตลาดการเงินไทยให้สอดคล้องกับการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล
“โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ถือเป็นโครงการต้นแบบของโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ในประเทศไทยที่ระดมทุนผ่าน ESG Bond อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ตามเกณฑ์ความยั่งยืนครบทั้งสามมิติ ได้แก่ E (Environment) เพราะเป็นระบบขนส่งมวลชนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ช่วยลดการใช้รถยนต์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดปัญหาฝุ่น PM2.5 S (Social) ถือเป็นโครงการขนส่งมวลชนเส้นทางแรกที่เชื่อมโยงการเดินทางของคนจากฝั่งตะวันออก (มีนบุรี) เข้าสู่ใจกลางเมือง และไปยังฝั่งตะวันตก (บางขุนนนท์) และ G (Governance) ที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้” ผู้อำนวยการสบน.กล่าว
ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเกิดประโยชน์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การเดินทาง : Mobility เชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ผ่านย่านเศรษฐกิจสำคัญ ประชาชนได้รับประโยชน์จากการลดเวลาเดินทาง ลดต้นทุนค่าน้ำมันและค่าพาหนะ ลดความแออัด ของถนนสายหลักซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง (ถนนเพชรบุรี รามคำแหง ดินแดง และ
ราชปรารภ)
2. การเชื่อมต่อเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้งระบบ เพราะสายสีส้มจะเข้ามาเติมเต็ม Missing Link ของระบบรถไฟฟ้ากรุงเทพฯ ช่วยให้รถไฟฟ้าแนวตะวันออก-ตะวันตก เชื่อมต่อโดยตรงกับแนวเหนือ–ใต้ซึ่งสายสีส้มจะเชื่อมต่อกับ MRT
สายสีน้ำเงิน สีเหลือง สีชมพู /Airport Rail Link /BTS และสายสีแดง เมื่อโครงข่ายเชื่อมโยงกันสมบูรณ์ มูลค่าของระบบ (Network value) จะเพิ่มขึ้นมากกว่าการมีรถไฟฟ้าหลายเส้นทางแต่แยกกัน
3. ช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่เมือง : Urban Development สายสีส้มผ่านพื้นที่ CBD และ New CBD หลายแห่ง ซึ่งพื้นที่ตามแนวเส้นทางจะเกิดการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ทั้งด้าน ราคาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาเมืองแบบ TOD (Transit-Oriented Development)
4. สิ่งแวดล้อมช่วยลดความแออัดของการจราจร ช่วยลด PM2.5 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดต้นทุนทางสังคมที่ต้องใช้รับมือกับปัญหาด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สำหรับเรื่องการติดตามการใช้เงินกู้และความก้าวหน้าของโครงการ นางจินดารัตน์กล่าวว่า สบน.ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่าเงินกู้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ และโครงการดำเนินไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ โดยปัจจุบัน สบน. ได้พัฒนาระบบ PDMO Portal เพื่อยกระดับการบริหารหนี้สาธารณะและการติดตามโครงการลงทุนภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถจัดทำแผนบริหารหนี้สาธารณะทั้งระยะสั้น 1 ปี และระยะปานกลาง
5 ปี เพื่อ สบน.สามารถวางแผนกู้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีระบบที่สามารถติดตามความก้าวหน้าโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่แผนงาน การใช้เงินกู้ การเบิกจ่าย และความคืบหน้าของโครงการ ซึ่งโครงการรถไฟฟ้า
สายสีส้มถือเป็นหนึ่งในโครงการต้นแบบที่มีการบันทึกข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วนผ่านระบบดังกล่าว
ด้านนายพลช หุตะเจริญ ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สบน. กล่าวถึงการระดมทุนผ่าน ESG Bond ของสบน.ในอนาคต ว่า ESG Bond มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จาก ESG Bond มาเป็น Sustainability-linked Bond และปัจจุบัน สบน.กำลังยกระดับและพัฒนากรอบการระดมทุนของ SLB รุ่นที่ 2 และคาดว่าจะสามารถออก SLB ได้ภายในปี 2569 นี้ โดย สบน. มีเป้าหมายขยายการใช้ ESG Bond ไปยังโครงการภาครัฐที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในด้านการพัฒนา,
ที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับมาตรฐานการระดมทุนของประเทศ และเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจกับความยั่งยืนในระยะยาว
(ขอเสนอให้สบน.ช่วยระบุเพิ่มเติมถึงตัวอย่างโครงการ ที่อยู่ในกรอบ SLB เช่น ด้านพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน
หรืออื่นๆ)







