posttoday
ปตท. พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล หนุนเป้าหมาย Net Zero

ปตท. พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล หนุนเป้าหมาย Net Zero

19 ธันวาคม 2565

หลายประเทศประกาศนโยบายมาตรการออกมารองรับ รวมถึงประเทศไทย ที่ต้องเร่งมือ เพราะแม้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.8% แต่กลับเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบลำดับที่ 9 ของโลก และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ Net-zero ภายใน พ.ศ.2608

ปตท. พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล หนุนเป้าหมาย Net Zero      หลังจากครบรอบ 5 ปี ของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) หรือ COP 21 ที่ภาคีสมาชิก 197 ประเทศ ตกลงจะช่วยกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมภายในปี 2643 เพื่อหลีกเลี่ยงภยันตรายจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้การประชุม COP 26 เมื่อปี 2564 ตามมาด้วย COP 27 ที่เพิ่งจบไป เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 มีการเรียกร้องให้นานาประเทศออกมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

     หลายประเทศจึงได้ประกาศนโยบาย และมาตรการออกมารองรับ รวมถึงประเทศไทย ที่ต้องเร่งมือ เพราะแม้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.8% แต่กลับเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบลำดับที่ 9 ของโลก ทำให้รัฐบาลได้ออกมาประกาศอย่างจริงจัง ที่จะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายใน พ.ศ.2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน พ.ศ.2608 

     โดยมีแผนงานรองรับอย่างชัดเจน ผ่านยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand’s Long-Term Low Greenhous Gas Emission development Strategy) เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุด ( Maximum) จาก 388 ล้านตันต่อปี ลงไปเหลือ 120 ล้านตันต่อปี และกำหนดแผนระยะสั้น (Nationally Determined Contributions : NDC) ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40 % จากนี้จนถึงปี 2573 โดยมีกลไกส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามโมเดลเศรษฐกิจ Biocircular Green Economy (BCG) มารองรับ
 

     อย่างไรก็ตาม การไปสู่เป้าหมายสูงสุดที่จะเป็น Net Zero นั้น นอกจากความพยายาม "ลด" การปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านมาตรการต่างๆ ที่สามารถทำได้แล้ว ยังต้องใช้มาตรการกำจัดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศด้วยกระบวนการกำจัดคาร์บอน (Carbon Removal) โดยใช้เทคโนโยลีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) แต่ยังมีต้นทุนสูง และอยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนา เส้นทางที่มุ่งสู่ Net Zero จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ต้องมีความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะเอกชนภาคพลังงาน

     ไม่นานมานี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแผนงานที่จะไปสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปีพ.ศ.2593 เร็วกว่าเป้าหมายประเทศ 15 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เป้าหมายประเทศบรรลุผล โดย ปตท.ได้เริ่มปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนงานมาตามลำดับ ล่าสุดจับมือกับ ENVISION DIGITAL INTERNATIONAL PTE. LTD. บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อลดคาร์บอนศึกษาและทดลองการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายในพื้นที่ของ กลุ่ม ปตท. เพื่อบริหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดำเนินงานผ่านบริษัท เมฆา วี จำกัด (Mekha V) บริษัทธงนำของ ปตท. ด้านธุรกิจ AI และ Robotic
ปตท. พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล หนุนเป้าหมาย Net Zero

     ที่ผ่านมาบริษัท เมฆา วี ทำงานร่วมกับ บริษัท Envision Digital มาแล้วในการดำเนินธุรกิจให้บริการ Cloud และธุรกรรมซื้อขาย Renewable Energy Certificate (REC) ผ่านแพลตฟอร์มในนามของ บริษัท รี แอค จำกัด (ReAcc) ปัจจุบันความร่วมมือได้ต่อยอดมาถึงการนำแพลตฟอร์ม EnOSTM ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ AloT ของ Envision Digital มาใช้บริหารจัดการระบบพลังงานหมุนเวียนภายในอาคารต้นแบบ M4 ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) จ.ระยอง ได้แก่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ลอยน้ำ แผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าภายในวิทยาเขตของสถาบันฯ 

     โดยระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นมานั้น สามารถตรวจสอบและควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และนำมาปรับใช้งานทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลอย่างเหมาะสม ทำให้อาคารดังกล่าวเป็นอาคารไม่ต้องใช้พลังงานจากภายนอก ( Zero Import ) ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป นอกจากสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์มในอนาคตแล้ว ยังช่วยผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับสังคมคาร์บอนต่ำ และส่งเสริมเจตนารมณ์ของ กลุ่ม ปตท. เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอีก 28 ปีข้างหน้า เพื่อส่งมอบสิ่งแวดล้อมที่ดีให้คนรุ่นลูกหลานในอนาคต
 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก