
ส่องแนวโน้มยุติธรรมทางอาญาระดับสากลกับงาน UN Crime Congress ผ่านสายตา “ดร.พิเศษ สอาดเย็น” ผอ.TIJ
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (UN Crime Congress) จัดขึ้นโดยสำนักคณะกรรมการว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime – UNODC)
สำหรับการประชุมสมัยที่ 14 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ณ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยหรือ TIJ ได้ร่วมการประชุมในฐานะสถาบันเครือข่ายของสหประชาชาติด้านกระบวนการยุติธรรม (United Nations Programme Network Institute: UN-PNI) เพื่อกำหนดทิศทางร่วมกันระหว่างประเทศในการป้องกันความยุติธรรมทางอาญา โดยครอบคลุมหลากหลายมิติ
ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ฉายภาพถึงข้อสรุปและแนวโน้มที่ได้จากงาน UN Crime Congress ว่า “ปฏิญญาเกียวโตว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม (Kyoto declaration on Crime Prevention) เป็นเอกสารสำคัญที่บ่งชี้ถึงสถานการณ์และแนวโน้มของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของโลกในตอนนี้ ซึ่งจากที่ประชุมสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นหลัก
1.การป้องกันอาชญากรรมโดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based crime prevention) มุ่งเน้นการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ผ่านตัวชี้วัด สถิติ และการประเมินผลมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางอย่างรอบด้านและเป็นระบบ เช่น การสร้างกลไกติดตามประเมินผลประสิทธิภาพของตำรวจผ่านตัวเลขการเกิดอาชญากรรมในพื้นที่นั้น เป็นต้น
2.กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเชิงบูรณาการ (Integrated Criminal Justice System) ในการประชุมครั้งนี้ ผู้ปฏิบัติงานด้านยุติธรรมทั่วโลกตั้งคำถามถึง “ประสิทธิภาพ” ของเครื่องมือในการลงโทษที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ผ่านตัวชี้วัดที่สำคัญ คือ “อัตราการกระทำผิดซ้ำ” (Recidivism rates) เพราะในหลายประเทศยังมีอัตราการกระทำความผิดซ้ำอยู่ในระดับสูง ที่ประชุมจึงมีความพยายามในการโน้มน้าวประเทศสมาชิกให้พิจารณาถึง “มาตรการทางเลือกอื่นๆ ที่ไม่ใช่การจำคุก” เพื่อสร้างกระบวนการที่มุ่งเน้น “ผลลัพธ์” คือ “คืนคนสู่สังคม” เช่น การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ หรือการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (Electronic monitoring) เป็นต้น
“การแสวงหาทางเลือกอื่นๆแทนการจำคุก และไม่กระทบต่อความปลอดภัยของสังคม เป็นแนวโน้มสากลที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่ง TIJ เป็นหนึ่งในองค์กรที่ศึกษามาตรฐานสากล ทำงานวิจัยเกี่ยวกับมาตรการทางเลือกเหล่านี้ จึงเชื่อว่าจะสามารถช่วยงานในส่วนนี้ได้” ดร. พิเศษ อธิบาย
3.การส่งเสริมหลักนิติธรรม (Rule of Law) ผ่านวัฒนธรรมแห่งการเคารพกติกา (Culture of Lawfulness) สังคมจะสงบสุขได้ จำเป็นต้องมีหลักนิติธรรมเป็นปัจจัยพื้นฐาน และสังคมนิติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการบ่มเพาะ “วัฒนธรรมแห่งการเคารพกติกา” (Culture of Lawfulness) แต่จะทำให้ประชาชนเชื่อถือและศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม หรือทำให้ประชาชนพึงพอใจกับกติกาที่รัฐใช้อยู่ได้ รัฐก็จะต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ใช้กติกาอยู่ใน “หลักนิติธรรม และต้องขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นควบคู่กันไปด้วย
4.การส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบต่าง ๆ (Transnational Organized Crime) ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบอาชญากรรมมีลักษณะ ข้ามพรมแดน ซับซ้อน และมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้การต่อต้านอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบใหม่ ไร้พรมแดน ผู้ก่อเหตุและเหยื่ออาจอยู่ห่างกันหลายร้อยกิโลเมตร อยู่คนละประเทศซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายแตกต่างกัน ดังนั้น การต่อสู้กับอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ จึงต้องรวมไปถึงความร่วมมือในหลายภาคส่วน (Cross-Sectoral Collaboration) ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม และนักวิชาการ
“กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของโลกและไทยจะมุ่งเน้นพัฒนาโดยเอาคนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงกับ การพัฒนาที่ยั่งยืน และบูรณาการระหว่างภาคส่วนมากขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นความท้าทายของผู้ปฏิบัติงานด้านยุติธรรมทางอาญาของไทย” ดร. พิเศษ กล่าวทิ้งท้าย







