
“บำรุงราษฎร์”จัดเวิร์คช็อป “ผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง”
หนุนยกระดับเป็นเทคนิคมาตรฐานการรักษา
หนุนยกระดับเป็นเทคนิคมาตรฐานการรักษา
เป็นเวลากว่า 8 ปีมาแล้ว ที่สถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ ภายใต้ความร่วมมือกับศูนย์ศัลยกรรมกระดูกสันหลังและการบำบัดความปวด โรงพยาบาลเซนต์แอนนา ประเทศเยอรมนี รับหน้าที่เป็นศูนย์กลางจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการจัดอบรมครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมานี้เอง โดยมีศัลยแพทย์จากหลายประเทศในเอเชียเข้าร่วมรับการอบรม อาทิ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินเดีย ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมถึงศัลยแพทย์จากไทยเองด้วย
รู้จักการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคป
นพ. วีระพันธ์ ควรทรงธรรม ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ ให้ข้อมูลว่า เทคนิคการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคป ส่วนใหญ่ใช้กับอาการที่มีคนเจ็บป่วยกันเยอะ หรือโรคที่มีการป่วยชุกชุม เช่น หมอนรองกระดูกปลิ้น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ฯลฯ ซึ่งมีสาเหตุทั้งจากการยกของหนัก เล่นกีฬาที่มีการกระแทกเยอะๆ หรือเกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย ดังนั้นคนอายุน้อยๆก็เป็นโรคนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทจะมีอาการได้ 3 รูปแบบ คือ อาการปวด อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ หรืออาการชา ส่วนใหญ่เมื่อเป็นแล้วจะหายเอง 80-90% เปรียบเหมือนการมีแผล เมื่อแผลสมานก็หาย แต่ก็ยังมีอีกประมาณ 10% ที่ต้องรับการผ่าตัด โดยมีข้อบ่งชี้ต่างๆ เช่น เป็นแล้วมีอาการอ่อนแรง ยกเท้าไม่ขึ้น แบบนี้ต้องผ่าทันทีเพราะถือว่าทำให้ทุพพลภาพ หรือเป็นแล้วไม่หายปวดใน 3 เดือน หรือปวดแล้วปวดอีก ลุกจากเตียงไม่ได้ ให้ยาแล้วก็ไม่หาย แบบนี้ไม่ต้องรอให้ถึง 3 เดือน ประมาณ 1-2 อาทิตย์ก็ผ่าตัดได้เช่นกัน
ที่สำคัญ แม้สัดส่วนผู้ที่ต้องรับการผ่าตัดจะมีน้อย แต่เมื่อนับเป็นจำนวนคนแล้วก็ยังถือว่ามาก เฉพาะที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ก็มีผู้เข้ามาขอคำปรึกษาจากอาการปวดหลังประมาณวันละ 20-30 ราย และต้องเข้ารับการผ่าตัดปีละ 600-700 ราย (ข้อมูลในช่วงปี 2556 – 2558) อีกทั้งแนวโน้มการเจ็บป่วยก็ไม่ลดลง เพราะคนในปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น เล่นกีฬาต่อยมวย ปั่นจักรยานมากขึ้น ซึ่งทำให้มีโอกาสทำให้เกิดการเจ็บปวดได้ทั้งสิ้น
สำหรับแนวทางการรักษา แพทย์จะเน้นการรับประทานยาและการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง หากอาการยังไม่ทุเลา ก็อาจฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทเพื่อลดการอักเสบ แต่หากยังไม่ได้ผล มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เจ็บปวดเรื้อรังเกิน 3 เดือน ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระได้ แพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าตัดขั้นตอนการรักษาขั้นสุดท้าย ซึ่งในอดีตมีเพียงวิธีการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ที่กลางหลัง ต้องเลาะกล้ามเนื้อออกจากกระดูกเป็นบริเวณกว้างเพื่อให้ทำการผ่าตัดได้สะดวก การเลาะกล้ามเนื้อนี้เองเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดมาก และทำให้ฟื้นตัวจากการผ่าตัดได้ช้า
อย่างไรก็ดี ประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา นพ.เซบาสเตียน รุทเทน แห่งศูนย์ศัลยกรรมกระดูกสันหลังและการบำบัดความปวดโรงพยาบาลเซนต์แอนนา ประเทศเยอรมนีได้บุกเบิกเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปขึ้นมา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษา
วิธีการนี้ แพทย์จะเปิดเล็กๆที่หลัง แล้วสอดกล้องเอ็นโดสโคปเข้าไปถึงจุดที่ทำการรักษา เช่น กรณีผ่าตัดหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หลังจากที่ผู้ป่วยดมยาสลบแล้ว แพทย์จะสอดกล้องเอ็นโดสโคปขนาด 7.9 มิลลิเมตรเข้าไปยังเส้นประสาทส่วนที่ถูกกดทับอยู่โดยตรง โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก กล้องเอ็นโดสโคปจะช่วยให้แพทย์มองเห็นเส้นประสาทอย่างชัดเจน สามารถเลือกตัดเฉพาะส่วนที่มีการกดทับเส้นประสาทออกได้ ไม่ว่าจะเป็นการกดทับจากหมอนรองกระดูกปลิ้น หรือการบีบรัดจากกระดูกข้อต่อและเส้นเอ็นก็ตาม
“ข้อดีของเทคนิคนี้คือ ผู้ป่วยสามารถใช้เวลาฟื้นตัวภายหลังการผ่าตัดได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องนอนพักในโรงพยาบาลนานๆ และกลับไปอยู่กับครอบครัวได้รวดเร็ว แต่อย่างไรก็ดีเทคนิคไม่สามารถใช้รักษาโรคกระดูกสันหลังได้ทุกประเภท เป็นเทคนิคที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนที่ค่อนข้างมาก เพื่อให้มีความชำนาญ และได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย ” นพ.วีระพันธ์ กล่าว
จัดเวิร์คช็อปเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เทคนิคนี้ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มาก แม้แต่ในปัจจุบันเองก็ยังถือว่าใหม่ ไม่ใช่เทคนิคมาตรฐานที่หมอทั่วไปทำได้ ฉะนั้นการฝึกอบรมเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญในการเพิ่มจำนวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
นพ.วีระพันธ์ กล่าวอีกว่า เหตุที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมในภูมิภาคเอเชีย เพราะตนได้เห็นเทคนิคนี้จาก นพ.รุทเทน เมื่อ 10 กว่าปีก่อนและได้นำกลับมาใช้ทำการรักษาคนไข้ในไทย ขณะเดียวกัน นพ.รุทเทน ก็ต้องการพาร์ทเนอร์เพื่อขยายองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดด้วยกล้องเอ็นโดสโคปในเอเชีย ประกอบกับนโยบายของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เองที่สนับสนุนการขยายองค์ความรู้ด้านการศึกษาและวิจัย จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกันจัดอบรมดังกล่าว โดยในปีนี้ก็จัดอบรมต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 แล้ว มีศัลยแพทย์จากทั่วเอเชียมาเข้าร่วมอบรมทั้งในทางทฤษฎีและการปฏิบัติโดยการทดลองผ่าตัดกับอาจารย์ใหญ่
นพ.วีระพันธ์ เล่าด้วยว่า การจัดอบรมในช่วงแรกยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่เมื่อผู้ผ่านการอบรมรุ่นแรกๆ เริ่มมีผลงานออกมาให้เห็น เริ่มมีผลงานตีพิมพ์ ก็ทำให้มีการตอบรับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ มีผู้มาลงชื่ออบรมกันมากขึ้นในปีต่อๆมา
“ฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมาจะแตกต่างกันทุกปี อย่างช่วงแรกๆ มีคำถามว่าเทคนิคนี้ดีจริงหรือ พอปีกลางๆก็บอกว่าเทคนิคนี้ดีแต่ยาก ฉันจะทำได้หรือ ตอนนี้คำถามก็เปลี่ยนไปแล้ว ว่าฉันจะลงตีพิมพ์ผลงานยังไง”ผู้อำนวยการสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ กล่าว
ที่น่าชื่นใจอีกประการคือ ผู้ผ่านการฝึกอบรมในรุ่นแรกๆ เมื่อเริ่มใช้เทคนิคนี้ในการรักษาจนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง ก็กลับมาเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมด้วย เช่นเดียวกับแพทย์บางคนที่ผ่านการอบรมแล้ว เริ่มทำการรักษาแล้ว เมื่อเจอปัญหาก็กลับมาอบรมอีก นำประสบการณ์ที่ได้รับมาหารือกัน ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดีในวงการแพทย์
หนุนยกระดับเป็นเทคนิคมาตรฐานการรักษา
สำหรับเทคนิคการผ่าตัดด้วยกล้องเอ็นโดสโคปในปัจจุบัน ยังถือว่าเป็นวิธีการทางเลือก แต่ นพ. วีระพันธ์ ตั้งความหวังไว้ว่าในอีกประมาณ 10-20 ปี จะกลายเป็นเทคนิคมาตรฐาน (Gold Standard) ในการรักษา
ทั้งนี้ ในทางการแพทย์ การจะพิสูจน์ว่าเป็นเทคนิคมาตรฐานต้องผ่านเวลา 20-30 ปี แพทย์ส่วนใหญ่ต้องสามารถใช้เทคนิคนี้ในการรักษา และเมื่อรักษาแล้วต้องได้ผลใกล้เคียงกัน ซึ่งปัจจุบันยังไปไม่ถึงจุดนั้น ดังนั้น ในขั้นแรกต้องทำให้แพทย์สามารถใช้เทคนิคผ่าตัดด้วยกล้องเอ็นโดสโคปให้ได้มากๆเสียก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และต้องมีการจัดฝึกอบรมเรื่อยๆ
ที่สำคัญที่สุด การจะเป็น Gold Standard ได้ คงไม่ใช่เพราะเกิดจากการผลักดันของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการร่วมมือกันของทุกๆ ฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ก็มีอาจารย์จากหลากหลายโรงพยาบาลรัฐบาลชั้นนำ มาช่วยกัน อีกทั้งยังมีการระดมอุปกรณ์ทางการแพทย์จากโรงพยาบาลต่างๆให้มาใช้งานการฝึกทดลองผ่าตัด ซึ่งภาพหนึ่งที่ประทับใจคือการที่ได้เห็นคุณหมอจากหลากหลายภาษา วัฒนธรรมร่วมแบ่งปันความรู้เทคนิคการรักษาที่ทันสมัย แต่กระนั้นภาพของคุณหมอที่มีความอาวุโสและเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ต่างยังคงมุ่งมั่นเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อหาวิธีการรักษาใหม่ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยนั้นน่าประทับใจยิ่งกว่า
“เราจะจัดอบรมในลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ก้าวต่อไปที่หวังก็คือมีคนทำได้เยอะๆ และพัฒนาไปสู่ Gold Standard ในอนาคต มันอาจจะเป็นเทคนิคมาตรฐานในอีก 10-20 ปี ซึ่งหาก 70-80% ของโรงพยาบาลใหญ่ๆสามารถทำได้ คนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนไข้นั่นเอง” นพ.วีระพันธ์ กล่าว







