
เปิดเกมอาญา 157 ฝ่ายค้านจ่อเอาผิด กกต. ปมมติคดีฮั้ว สว.
พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์เตรียมดำเนินคดีกับ กกต.เสียงข้างมากและเลขาธิการ กกต. ท่ามกลางรอยร้าวภายในองค์กรและข้อพิพาทเรื่องสำนวนฮั้ว สว.
KEY
POINTS
- พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เตรียมดำเนินคดีกับ กกต.เสียงข้างมาก 5 คน และเลขาธิการ กกต. 1 คน ตามมาตรา 157
- ความเห็นระหว่าง กกต.เสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยแตกต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะวิธีพิจารณาพยานหลักฐานของคณะสืบสวนไต่สวนคณะที่ 26
- ฝ่ายที่เสียประโยชน์และกลุ่ม สว.สำรองเดินหน้าสู้ผ่านศาลฎีกา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และคณะกรรมการ ป.ป.ช.
พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ สองพรรคฝ่ายค้านหลัก เตรียมดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หลังพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติในคดีฮั้วเลือกสว.
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลาง รอยร้าวภายใน กกต. หลังกรรมการเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยประเมินพยานหลักฐานในสำนวนแตกต่างกันอย่างชัดเจน ขณะที่ฝ่ายที่เสียประโยชน์และกลุ่ม สว.สำรองเริ่มใช้ช่องทางกฎหมายฟ้องร้องกลับ
เป้าหมายของการดำเนินคดีอยู่ที่ กกต.เสียงข้างมาก 5 คน และเลขาธิการ กกต.อีก 1 คน รวม 6 คน หรือที่เรียกว่า “สูตร 5+1” ส่วน กกต.เสียงข้างน้อย 2 คนไม่อยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้อง
บุคคลที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ กกต.ธิติเชษฐ์ นุชนาถ ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในฝ่ายเสียงข้างมาก
ข้อกล่าวหาหลักคือ ความผิดตามมาตรา 157 ฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ส่วนการร้องผ่านกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดต้องยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง
กระบวนการในชั้น ป.ป.ช. จึงเป็น “เกมยาว” ซึ่งจะเดินคู่ขนานกับคำร้องของกลุ่ม สว.สำรองต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อีกทั้งยังต้องจับตาว่า ป.ป.ช.จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร เพราะกรรมการ ป.ป.ช. 4 คนมีที่มาจาก สว.ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และอีก 3 คนมีที่มาจาก สว.ชุดปัจจุบัน
1. มติเสียงแตกเผยรอยร้าวภายใน กกต.
ความขัดแย้งภายใน กกต.ปรากฏชัดหลังมติคดีฮั้ว สว.ไม่เป็นเอกฉันท์ โดยนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาแถลงและให้สัมภาษณ์เพื่ออธิบายเหตุผลของตนอย่างละเอียด
นายสิทธิโชติเปรียบเทียบว่า พยานหลักฐานแต่ละชิ้นต้องนำมาประกอบกันเพื่อให้เห็น “ช้างทั้งตัว” ไม่ควรแยกหลักฐานออกเป็นส่วน ๆ แล้วใช้เหตุผลว่าหลักฐานแต่ละชิ้นไม่เพียงพอต่อการชี้ความผิด
ความเห็นดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างระหว่าง กกต.เสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อยต่อวิธีอ่านสำนวน ฝ่ายหนึ่งให้น้ำหนักกับหลักฐานแต่ละชิ้น ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าต้องเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมดเพื่อให้เห็นภาพรวมของพฤติการณ์
ด้าน ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนคณะที่ 26 ประกาศกลางสภาว่า คณะทำงานรวบรวมพยานบุคคล วัตถุพยาน และคลิปไว้อย่างละเอียด รอบคอบ และมีน้ำหนักเพียงพอ
คำยืนยันของประธานคณะ 26 ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดผลพิจารณาของ กกต.เสียงข้างมากจึงแตกต่างจากข้อสรุปของคณะสืบสวนไต่สวน จนบรรยากาศภายในองค์กรถูกเปรียบว่าเป็น “แก้วที่มีรอยร้าวใกล้จะแตก”
ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวลือออกมาตอบโต้ กกต.เสียงข้างน้อยว่า เหตุที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลและวิจารณ์มติเสียงข้างมาก เพราะไม่พอใจที่ไม่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธาน กกต. อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังอยู่ในฐานะกระแสข่าวลือ ไม่ใช่ข้อยุติ
2. สงครามโต้กลับคณะ 26 และข้อกล่าวหาปั้นพยานเท็จ
อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายพรรคภูมิใจไทยหรือ “พรรคสีน้ำเงิน” ตั้งคำถามต่อคณะ 26 ว่าเลือกปฏิบัติและมุ่งเอาผิดเฉพาะกลุ่มสีน้ำเงิน ขณะที่ละเลยพฤติการณ์ของฝ่ายอื่น
ในสภายังมีผู้อภิปรายกล่าวหาเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ซึ่งร่วมทำงานในคณะ 26 โดยระบุชื่อ เอกรินทร์ ดอนดง ว่าข่มขู่พยาน บังคับให้ซัดทอดกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และสร้าง “โพยเท็จ” ขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง เพื่อเชื่อมโยงคดีไปถึงขั้นยุบพรรค
ข้อกล่าวหาดังกล่าวนำไปสู่การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่รายนี้ จึงต้องรอผลตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหามีน้ำหนักเพียงใด
ขณะเดียวกัน กกต.ชุดใหญ่ยังมีสำนวนคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่อยู่ระหว่างพิจารณา ประกอบด้วยสำนวนพฤติการณ์ของผู้สมัคร สว.ที่เชื่อมโยงกับพรรคประชาชน คณะก้าวหน้า และ iLaw ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ รวมถึงสำนวนของกลุ่ม สว.อิสระซึ่งจัดประชุมและจัดเลี้ยงที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
สำนวนที่ยังค้างอยู่จึงกลายเป็นอีกบททดสอบว่า กกต.จะใช้มาตรฐานพิจารณาพยานหลักฐานเหมือนกันกับทุกกลุ่มหรือไม่
3. สามช่องทางฟ้องกลับ กกต.เสียงข้างมาก
รอยร้าวภายในองค์กรและมติของ กกต.เสียงข้างมาก ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าขัดกับพยานหลักฐานของคณะ 26 เปิดช่องให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์และกลุ่ม สว.สำรองเดินหน้าต่อสู้ผ่าน 3 ทาง
ทางแรกคือ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งกลุ่ม สว.สำรองยื่นคำฟ้องตรงแล้ว 3 คำฟ้อง หากศาลประทับรับฟ้อง ผู้ร้องจะเดินหน้าคดีได้โดยไม่ต้องผ่าน กกต. และพยานหลักฐานทั้งหมดในสำนวนของคณะ 26 จะเข้าสู่การไต่สวนของศาล
ทางที่สองคือ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีการเตรียมฟ้อง กกต.เสียงข้างมากตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต
ทางที่สามคือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบ กกต.เสียงข้างมากทั้งความผิดตามมาตรา 157 และข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
คดีฮั้วเลือก สว.จึงยังไม่สิ้นสุดลงพร้อมกับมติของ กกต. แต่กำลังเปลี่ยนจากการตรวจสอบผู้สมัครและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ไปสู่การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจวินิจฉัยคดี โดยมีทั้งความน่าเชื่อถือของ กกต. มาตรฐานการพิจารณาพยานหลักฐาน และบทบาทของ ป.ป.ช.เป็นเดิมพันสำคัญ.







