posttoday
เปิดปม “โพย-เส้นเงิน” คดีฮั้วสว. ข้อกังขามติ กกต.ตัดตอนขบวนการ

เปิดปม “โพย-เส้นเงิน” คดีฮั้วสว. ข้อกังขามติ กกต.ตัดตอนขบวนการ

18 กันยายน 2569

เสียงอภิปรายในสภาตั้งคำถาม เหตุใด กกต.จึงแยกวินิจฉัยเป็นรายบุคคล ทั้งที่คณะอนุกรรมการพบโพย เส้นเงิน และการติดต่อเชื่อมโยงกัน

KEY

POINTS

  • คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ตรวจเอกสารเกือบ 80,000 หน้า สอบพยานเกือบ 1,000 คน และแจ้งข้อกล่าวหา 229 คน หลังพบโพย เส้นทางเงิน และข้อมูลการติดต่อ
  • ผู้ตั้งข้อสังเกตมองว่า กกต.เสียงข้างมากแยกพิจารณาเป็นรายบุคคล จนภาพขบวนการและสายบังคับบัญชาหายไปจากคำวินิจฉัย
  • รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส เตือนว่า หากคดีหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติ ผู้วางแผนและผู้บงการอาจไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

 

การพิจารณารายงานผลปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในสภาผู้แทนราษฎร เปิดพื้นที่ให้สมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามต่อการคลี่คลายคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ปี 2567 อีกครั้ง

 

ข้อสงสัยสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า กกต.ส่งใครเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี แต่ยังรวมถึงเหตุผลที่บุคคลอีกจำนวนมากหลุดออกจากสำนวน ทั้งที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบชุดที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานซึ่งชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้สมัคร ผู้ประสานงาน และบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง

 

ฝ่ายที่วิจารณ์มติ กกต.จึงตั้งคำถามตรงกันว่า การแยกวินิจฉัยทีละคนทำให้คดีหยุดอยู่เพียงปลายทาง และตัดโอกาสสาวไปถึงผู้วางแผนหรือผู้บงการหรือไม่

 

“โพยเลือกตั้ง” หลักฐานที่ถูกตั้งคำถามว่าหายไปไหน

พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า เขาพบเบาะแสการนำ “โพยเลือกตั้ง” เข้าไปใช้ในวันเลือก สว.ระดับประเทศ ก่อนนำข้อมูลไปรายงานต่อ พล.ต.ท.แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

 

พ.ต.อ.มนัสอ้างว่า เลขาธิการ กกต.ตอบกลับว่า “เขาวางแผนกันมาอย่างนี้ ปล่อยเขาไปเถอะ” คำกล่าวนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องเรียกร้องให้ กกต.ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา

 

ในมุมของ พ.ต.อ.มนัสและคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 โพยดังกล่าวไม่ใช่เพียงกระดาษบอกหมายเลขผู้สมัคร แต่เป็นหลักฐานที่ช่วยอธิบายรูปแบบลงคะแนน เพราะพบหมายเลขชุดเดียวกันเรียงเป็นบล็อก โดยไม่สลับลำดับอย่างที่มักเกิดจากการเลือกโดยอิสระ

 

หากนำโพยมาเทียบกับผลคะแนน รายชื่อผู้สมัคร และข้อมูลการติดต่อ ก็อาจช่วยตอบได้ว่า ผู้ลงคะแนนแต่ละกลุ่มตัดสินใจเอง หรือทำตามชุดหมายเลขที่มีผู้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์ระบุว่า กกต.เสียงข้างมากไม่ได้ให้น้ำหนักแก่โพยในฐานะหลักฐานแกนกลางของสำนวน มีเพียงคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีนายชนินทร์ น้อยเล็ก เป็นประธาน และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ที่เห็นว่าโพยต้องถูกพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่นทั้งระบบ

เปิดปม “โพย-เส้นเงิน” คดีฮั้วสว. ข้อกังขามติ กกต.ตัดตอนขบวนการ

 

เอกสาร 80,000 หน้า สอบพยานเกือบ 1,000 คน

 

รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา และ พ.ต.อ.มนัส ให้ข้อมูลว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI และเจ้าหน้าที่ กกต.ร่วมทำงาน ใช้เวลารวบรวมหลักฐานประมาณ 5 เดือน

 

คณะทำงานตรวจเอกสารเกือบ 80,000 หน้า สอบปากคำบุคคลเกือบ 1,000 คน และแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้เกี่ยวข้อง 229 คน หลักฐานไม่ได้มีเพียงคำให้การ แต่ยังครอบคลุมข้อมูลทางการเงิน การใช้โทรศัพท์ และความเคลื่อนไหวภายในสถานที่เลือก สว.ระดับประเทศที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

 

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมเป็นเส้นทาง ตั้งแต่ผู้คิดแผน ผู้ประสานงาน ผู้จัดสรรเงิน ผู้ส่งชุดหมายเลข ไปจนถึงผู้ลงคะแนนตามโพย คณะอนุกรรมการจึงมองว่าเหตุการณ์แต่ละพื้นที่ไม่ได้แยกออกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน

 

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ กกต.เสียงข้างมากเลือกพิจารณาหลักฐานเป็นรายบุคคลหรือรายพื้นที่ ผู้ตั้งข้อสังเกตเห็นว่า วิธีดังกล่าวตัดความเชื่อมโยงระหว่างคน เงิน โทรศัพท์ และผลคะแนน จนเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่ามีผู้วางแผนร่วมกันถูกมองเป็นการกระทำของแต่ละคนที่ “ต่างคนต่างมา”

 

นี่คือหัวใจของข้อกล่าวหาเรื่อง “ตัดตอน” เพราะเมื่อหลักฐานแต่ละชิ้นถูกแยกออกจากกัน โพยหนึ่งแผ่นหรือโทรศัพท์หนึ่งสายอาจดูไม่มีน้ำหนัก แต่เมื่อนำทุกชิ้นมาวางเรียงตามเวลา อาจปรากฏภาพขบวนการที่ชัดขึ้น

 

ฟ้องบางส่วน แต่ดุลอำนาจยังไม่เปลี่ยน

 

อีกข้อกังขาคือ จำนวน สว.ที่เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดียังไม่มากพอจะเปลี่ยนดุลอำนาจในวุฒิสภา ผู้วิจารณ์ยกตัวอย่างว่า หากมี สว.ถูกดำเนินคดี 26 คน จากกลุ่มเสียงข้างมากกว่า 150 คน กลุ่มเดิมก็ยังเหลือกำลังประมาณ 124 คน

 

จำนวนดังกล่าวยังมีบทบาทต่อการลงมติเรื่องสำคัญ ทั้งการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ

 

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีเป็นเครื่องชี้ผิดหรือถูก แต่สะท้อนผลทางการเมืองของมติ กกต.ว่า แม้คดีเดินหน้าในบางส่วน โครงสร้างอำนาจภายในวุฒิสภาก็ยังแทบไม่เปลี่ยน

 

“ห้องจูปิเตอร์” กับข้อโต้แย้งเรื่องมาตรฐานเดียวกัน

 

ท่ามกลางแรงกดดันต่อคดีหลัก มีรายงานว่า กกต.ยังพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับผู้สมัคร สว.อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเคยรวมตัวกันที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี กลุ่มดังกล่าวถูกเรียกว่า “สว.สีส้ม” หรือ “สว.อิสระ”

 

รศ.ดร.นันทนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าว ยืนยันว่า การพบกันที่ห้องจูปิเตอร์จัดขึ้นอย่างเปิดเผย ผู้จัดเชิญสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ กกต.เข้าสังเกตการณ์ ไม่มีอาหารหรือน้ำดื่มเลี้ยงผู้เข้าร่วม ส่วนค่าเช่าห้องมาจากเงินที่ผู้เข้าร่วมช่วยกันใส่กล่อง

 

รศ.ดร.นันทนา มองว่า กกต.ต้องแยกให้ชัดระหว่างการเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครพบปะกันอย่างเปิดเผย กับข้อกล่าวหาเรื่องจัดตั้งคน จ่ายเงิน แจกโพย หรือสั่งลงคะแนน หากนำสองกรณีมาเทียบกันโดยไม่ตรวจรูปแบบและเจตนา อาจทำให้ประเด็นหลักของคดีพร่าเลือน

 

รศ.ดร.นันทนาเรียกการหยิบกรณีห้องจูปิเตอร์ขึ้นมาเทียบว่า “ทฤษฎีหมาหางด้วน” หรือการสร้างภาพว่าทุกกลุ่มทำเหมือนกัน เพื่อหักล้างข้อสงสัยต่อมติในคดีหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายยังมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้ด้วยพยานหลักฐาน ส่วน กกต.มีหน้าที่อธิบายให้สังคมเห็นว่าแต่ละคดีเหมือนหรือต่างกันตรงไหน และใช้มาตรฐานเดียวกันจริงหรือไม่

 

 

เปิดปม “โพย-เส้นเงิน” คดีฮั้วสว. ข้อกังขามติ กกต.ตัดตอนขบวนการ

 

จากคดีเลือก สว. สู่คำถามเรื่องโครงสร้างอำนาจ

รศ.ดร.นันทนามองว่า คดีนี้ไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างผู้สมัคร สว. แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจของประเทศ เพราะวุฒิสภามีหน้าที่ให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรเหล่านั้นกลับมีอำนาจตรวจสอบนักการเมือง พรรคการเมือง และรัฐบาล

 

หากมีกลุ่มใดควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาผ่านระบบจัดตั้ง กลุ่มนั้นย่อมส่งอิทธิพลต่อการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตรวจสอบ และขยายอำนาจไปสู่กลไกรัฐส่วนอื่นได้

 

รศ.ดร.นันทนา จึงเปรียบคดีนี้เป็นความพยายาม “ยึดอำนาจรัฐโดยไม่ต้องใช้รถถัง” และเตือนถึงกระบวนการ “กินรวบประเทศไทย” ผ่านการครอบงำวุฒิสภา องค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล

 

คำกล่าวดังกล่าวเป็นข้อประเมินทางการเมืองของ รศ.ดร.นันทนา ไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย แต่สะท้อนเหตุผลที่สังคมเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยหลักเกณฑ์วินิจฉัยอย่างละเอียด โดยเฉพาะเหตุผลที่รับหรือไม่รับโพย เส้นทางเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ และคำให้การของพยานแต่ละปาก

 

ท้ายที่สุด คำถามของคดีฮั้ว สว.จึงไม่จบเพียงว่าใครถูกส่งฟ้อง แต่รวมถึงว่ากระบวนการตรวจสอบจะเดินตามหลักฐานไปจนถึงผู้วางแผนและผู้บงการ หรือหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติที่ปลายสาย

 

คำตอบจาก กกต.และกระบวนการพิจารณาของศาลนับจากนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หลักฐานเกือบ 80,000 หน้าเปิดภาพขบวนการได้จริงเพียงใด และระบบตรวจสอบของประเทศสามารถสาวไปถึง “ตัวการ” ได้หรือไม่.

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก

ข่าวล่าสุด

เปิดปม “โพย-เส้นเงิน” คดีฮั้วสว. ข้อกังขามติ กกต.ตัดตอนขบวนการ

เปิดปม “โพย-เส้นเงิน” คดีฮั้วสว. ข้อกังขามติ กกต.ตัดตอนขบวนการ