
เปิดงบ อสมท-ไทยพีบีเอส ก่อนควบรวม ‘2 สื่อรัฐ’ กับโจทย์ใหญ่ แก้ขาดทุนหรือรวมภาระ?
เจาะงบการเงินเกือบ 20 ปี “อสมท.-ไทยพีบีเอส” ก่อน ครม. พิจารณาแผนควบรวม อสมท จากอดีตกำไรแตะ 1,528 ล้านบาท สู่รายได้เหลือเพียงพันล้านต้น ๆ ขณะที่ไทยพีบีเอสเผชิญอีกด้าน เมื่อ “ค่าบุคลากร-งบผลิตรายการ” พุ่งเกือบชนเพดานรายได้ 2,000 ล้านบาท เปิดโจทย์ใหญ่รัฐบาล หากรวมสององค์กรจะเกิด Economies of Scale หรือเพียงนำ “มรดกตัวแดง” มารวมไว้ในองค์กรเดียว
KEY
POINTS
- เจาะงบการเงินเกือบ 20 ปี “อสมท.-ไทยพีบีเอส” ก่อน ครม. พิจารณาแผนควบรวม
- อสมท จากอดีตกำไร 1,528 ล้านบาท สู่รายได้เหลือเพียงพันล้านต้นๆ ขณะที่ ไทยพีบีเอส เผชิญค่าบุคลากร-งบผลิตรายการพุ่ง
- เปิดโจทย์ใหญ่รัฐบาล หากรวมสององค์กรจะเกิด Economies of Scale หรือเพียงนำ “มรดกตัวแดง” มารวมไว้ในองค์กรเดียว
อสมท.-ไทยพีบีเอส : ควบรวม 2 สื่อรัฐ แก้เกมขาดทุน หรือแค่เอา “ตัวแดง” มารวมกัน?
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “อสมท จะควบรวมกับไทยพีบีเอสได้หรือไม่ ?” แต่คือ “ถ้าควบรวมแล้ว องค์กรใหม่จะมีพลังมากพอที่จะสร้างรายได้และลดต้นทุนได้จริงหรือไม่ ?”
เพราะเบื้องหลังแผนปรับโครงสร้าง “บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT” ซึ่งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบ และมีแนวทางให้ควบรวมกับ “องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส” นั้น มีโจทย์ใหญ่ซ่อนอยู่ใน “งบการเงิน” ของทั้งสององค์กร
เมื่อย้อนดูตัวเลขเกือบ 20 ปี จะพบภาพที่น่าสนใจว่า ทั้ง อสมท และ ไทยพีบีเอส ต่างกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงิน แต่ต้นตอของปัญหาไม่ได้เหมือนกัน
ย้อนกลับไปหลังการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในปี 2547 อสมท อยู่ในช่วงที่ธุรกิจโทรทัศน์และวิทยุยังเป็นขุมทรัพย์ของอุตสาหกรรมสื่อ
ปี 2548 บริษัทมีรายได้รวม 3,478.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิถึง 1,103.8 ล้านบาท จากนั้นกำไรเดินหน้าต่อเนื่อง และขึ้นไปแตะ 1,504.9 ล้านบาทในปี 2549 กระทั่งปี 2556 อสมท ทำสถิติรายได้รวมสูงสุดในช่วงดังกล่าวที่ 5,984.8 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิสูงถึง 1,528 ล้านบาท
แต่หลังจากนั้น ภาพขององค์กรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว! จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ อสมท เข้าประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 2 ช่อง มูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ในช่วงปลายปี 2556
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมสื่อกำลังเผชิญแรงกระแทกจากดิจิทัลดิสรัปชัน ผู้ชมย้ายจากทีวีแบบเดิมไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาก็เปลี่ยนทิศ
- ปี 2557 รายได้ อสมท ลดลงเหลือ 4,454.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดฮวบเหลือ 481 ล้านบาท
- ปี 2558 รายได้ลดเหลือ 3,840.1 ล้านบาท ขณะที่รายได้โฆษณาโทรทัศน์ลดลงเหลือ 1,678 ล้านบาท
และในปี 2559 สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็เกิดขึ้น "อสมท ขาดทุนครั้งแรก"
จากนั้นสถานการณ์ยิ่งหนักขึ้น ในปี 2560 บริษัทขาดทุนถึง 2,543.27 ล้านบาท แม้จะมีบางปีที่กลับมารายงานกำไร แต่รายละเอียดในงบการเงินสะท้อนว่า กำไรบางส่วนเกิดจากรายการทางบัญชีและการปรับมูลค่าสินทรัพย์ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจหลักกลับมาแข็งแรงเต็มที่
ตัวอย่างชัดเจนคือ ปี 2566 ที่ อสมท รายงานกำไร 587.36 ล้านบาท แต่มีการปรับมูลค่ายุติธรรมของที่ดินถึง 1,070.29 ล้านบาท หากไม่นับรายการดังกล่าว การดำเนินงานหลักยังขาดทุนประมาณ 269 ล้านบาท
จนมาถึงปี 2567-2568 รายได้หลักลดลงมาอยู่เพียงประมาณ 1,169 ล้านบาท และ 1,124 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ยังขาดทุนสุทธิ 316.72 ล้านบาท และ 308.34 ล้านบาท
จากองค์กรที่เคยทำรายได้เกือบ 6,000 ล้านบาท วันนี้ อสมท เหลือฐานรายได้หลักเพียงระดับพันล้านต้นๆ นี่จึงเป็นวิกฤตแบบรายได้หาย
"ไทยพีบีเอส" เป็นอย่างไร ?
เรื่องราวของ "องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS)" กลับแตกต่างออกไป "ไทยพีบีเอส" ไม่ได้พึ่งพารายได้โฆษณาแบบ "อสมท" แต่มีรายได้หลักจากเงินบำรุงองค์การตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อมโยงกับภาษีสรรพสามิตในอัตรา 1.5% และมีกำหนดเพดานรายได้ตามกฎหมาย
นั่นหมายความว่าไทยพีบีเอสมีสิ่งที่ อสมท กำลังขาดแคลนอย่างมาก นั่นคือ รายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงและคาดการณ์ได้ ในช่วงแรก ฐานะทางการเงินจึงยังดูแข็งแรง
- ปี 2551 ไทยพีบีเอสมีรายได้รวม 1,190.87 ล้านบาท เทียบกับรายจ่าย 1,102.42 ล้านบาท ทำให้มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายสุทธิ 87.45 ล้านบาท
- ปี 2553 ส่วนเกินเพิ่มขึ้นเป็น 847.65 ล้านบาท
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รายได้อีกต่อไป ปัญหาอยู่ที่ “รายจ่าย” โดยเฉพาะ 2 ก้อนใหญ่ ได้แก่ งบบุคลากร และ งบจัดหาและผลิตรายการ
ปี 2554 ค่าใช้จ่ายจัดหาและผลิตรายการอยู่ที่ 641.85 ล้านบาท ขณะที่ค่าตอบแทนบุคลากรอยู่ที่ 414.25 ล้านบาท รวมกันประมาณ 1,056 ล้านบาท ในเวลานั้นยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนสองก้อนนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปี 2565 ค่าตอบแทนบุคลากรเพิ่มขึ้นเป็น 736.99 ล้านบาท ส่วนงบจัดหาและผลิตรายการพุ่งขึ้นเป็น 1,165.82 ล้านบาท รวมกันเกือบ 1,903 ล้านบาท และนี่คือจุดที่ตัวเลขเริ่มเล่าเรื่องด้วยตัวเอง เพราะตัวเลขเกือบ 1,903 ล้านบาท นั้น แทบจะชนกับเพดานรายได้ 2,000 ล้านบาท
พูดอีกแบบหนึ่งคือ เงินที่ไทยพีบีเอสมีสิทธิได้รับตามกรอบรายได้ แทบทั้งหมดถูกใช้ไปกับ “คน” และ “คอนเทนต์” และนี่คือปัญหาแบบตรงข้ามกับ อสมท ไม่ใช่ “ไม่มีรายได้” แต่เป็น “รายจ่ายเติบโตเร็วกว่ากรอบรายได้”
รายได้ถูกล็อกแต่ต้นทุนพุ่ง
ภาพนี้เริ่มชัดขึ้นในปี 2564 เมื่อไทยพีบีเอสเริ่มขาดดุล 155.25 ล้านบาท
- ปี 2565 ขาดดุล 251.86 ล้านบาท
- ปี 2566 ขาดดุล 275.60 ล้านบาท
- ปี 2567 ขาดดุล 177.90 ล้านบาท
รวม 3 ปี 2565–2567 ขาดดุลประมาณ 705.30 ล้านบาท โจทย์ของไทยพีบีเอสจึงกลายเป็นภาพของ “กรรไกรทางการเงิน” ด้านหนึ่ง รายได้ถูกจำกัดด้วยกรอบกฎหมาย
แต่อีกด้านหนึ่ง ทั้ง ต้นทุนบุคลากร ต้นทุนการผลิตรายการ ระบบไอทีและโครงสร้างพื้นฐาน กลับมีแรงกดดันให้เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อ
ในปี 2568 ไทยพีบีเอสจึงเริ่มปรับกรอบงบประมาณครั้งใหญ่ โดยลดงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์และจัดโครงสร้างรายจ่ายใหม่ พร้อมตั้งเป้ากลับมาเกินดุล
และนี่คือเหตุผลที่ “การควบรวม” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ เมื่อเอาตัวเลขของสององค์กรมาอยู่บนโต๊ะเดียวกัน จะเห็นทันทีว่า อสมท มีปัญหาเรื่อง “รายได้” ขณะที่ ไทยพีบีเอส มีแรงกดดันเรื่อง “โครงสร้างรายจ่าย”
คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า จะรวมกันได้หรือไม่ แต่ต้องถามต่อว่า.. เอาจุดแข็งขององค์กรหนึ่งมาแก้จุดอ่อนของอีกองค์กรได้จริงหรือไม่ ?
อสมท ยังมีสินทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดินและทรัพย์สินที่มีมูลค่า ขณะที่ไทยพีบีเอสมีฐานรายได้ที่มีกลไกตามกฎหมายรองรับ หากบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรวมโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเทคโนโลยี สตูดิโอ การผลิตคอนเทนต์ หรือทรัพยากรด้านสื่อบางส่วน อาจสร้าง Economies of Scale และลดความซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นระหว่างสององค์กรได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การควบรวมก็อาจสร้างโจทย์ใหม่ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการเอาสองบริษัทมาต่อกัน แต่เป็นการนำ “สื่อเชิงพาณิชย์” กับ “สื่อสาธารณะ” ซึ่งมีภารกิจ แหล่งรายได้ กฎหมาย และวัฒนธรรมองค์กรแตกต่างกัน มาวางอยู่ในองค์กรเดียวกัน
และประเด็นที่ต้องจับตาที่สุดอาจอยู่ตรงนี้ ถ้าควบรวมแล้ว จำนวนบุคลากรไม่ได้ลดลง ถ้างบผลิตรายการไม่ได้ลดลง ถ้าระบบไอทีและโครงสร้างพื้นฐานยังซ้ำซ้อน และ ถ้ารายได้ใหม่ยังไม่เกิดขึ้น องค์กรใหม่ก็อาจไม่ได้เกิด “การประหยัดต่อขนาด” แต่กลายเป็นการนำ ภาระของสององค์กรมาอยู่ในงบเดียวกัน
เกมต่อไปอยู่ที่ ครม.
แผนปรับโครงสร้าง อสมท ที่ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เห็นชอบ ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะแนวทางควบรวมกับไทยพีบีเอสยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงการคลังเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. ภายในสัปดาห์หน้า หากไม่ทันกรอบดังกล่าวก็อาจขยับไปเป็นสัปดาห์ถัดไป
และหากรัฐบาลเดินหน้าจริง โจทย์จะไม่ได้จบแค่การตัดสินใจทางนโยบาย เพราะทั้งสององค์กรอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ จึงยังมีทั้งประเด็นกฎหมาย โครงสร้างองค์กร บุคลากร ระบบงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องจัดการ
บทเรียนจากการควบรวม TOT และ CAT ก็สะท้อนว่า การควบรวมองค์กรขนาดใหญ่ไม่ใช่เพียงการเซ็นเอกสารแล้วจบ แต่ต้องใช้เวลาในการหลอมรวมโครงสร้างและวิธีทำงาน
ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้จึงไม่ใช่แค่คำว่า “ควบรวม” แต่คือ “ควบรวมแล้วจะเปลี่ยนสมการทางการเงินอย่างไร” เพราะหาก อสมท เคยมีปัญหาจาก รายได้ที่หายไป และไทยพีบีเอสกำลังเผชิญปัญหาจาก รายจ่ายที่โตเกินกรอบรายได้องค์กรใหม่จะต้องตอบให้ได้ว่า...
- จะสร้างรายได้ใหม่จากอะไร?
- จะลดต้นทุนตรงไหน?
- จะจัดการกับบุคลากรอย่างไร?
- จะใช้สินทรัพย์ของ อสมท ให้เกิดกระแสเงินสดจริงได้อย่างไร?
และที่สำคัญที่สุด จะรักษาภารกิจสาธารณะของไทยพีบีเอส ขณะเดียวกันก็ทำให้องค์กรใหม่มีความสามารถในการหารายได้และอยู่รอดทางการเงินได้อย่างไร?
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การควบรวมครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการ “รวมสององค์กร” แต่คือการเดิมพันว่า การออกแบบองค์กรสื่อรัฐใหม่ สามารถเปลี่ยนจากการบริหาร “มรดกของอดีต” ไปสู่การสร้างโมเดลธุรกิจและภารกิจสำหรับอนาคตได้หรือไม่
และคำตอบแรกจากรัฐบาล กำลังจะถูกวางไว้บนโต๊ะ ครม. ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า.
อ้างอิงข้อมูล
- รายงานประจำปี mcot.net และ thaipbs.or.th
- ฐานเศรษฐกิจ







