
เปิดสำนวน 8 หมื่นหน้า คดีฮั้ว สว. ก่อน กกต. ชี้ชะตา 14 ก.ย.69
นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ เปิดเบื้องหลังคดีฮั้วเลือก สว. ชี้สำนวนกว่า 80,000 หน้าโยงผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย จับตา กกต. ตัดสินใจ 14 กันยายนนี้
KEY
POINTS
- คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และ DSI รวบรวมเอกสารกว่า 80,000 หน้า ครอบคลุมพยานบุคคล เส้นทางเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ และรูปแบบคะแนน
- สำนวนเสนอให้ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง 229 ราย ในจำนวนนี้มี สว. ชุดปัจจุบันจำนวนมาก ขณะที่ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังต้องผ่านกระบวนการวินิจฉัย
- วันที่ 14 กันยายน กกต. ต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล หรือยุติคดีในชั้นไต่สวน
จากข้อร้องเรียนหลังเลือก สว. สู่สำนวน 80,000 หน้า
คดีที่ถูกเรียกว่า “ฮั้ว สว.” เริ่มต้นหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ปี 2567 เมื่อมีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ว่ากระบวนการเลือกบางส่วนมีความผิดปกติและอาจเข้าข่ายทุจริต
นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. จึงตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นตรวจสอบ ก่อนที่คณะทำงานจะประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เข้าช่วยรวบรวมข้อมูล เพราะคดีมีรายละเอียดจำนวนมากและมีประเด็นทางอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ ระบุว่า ทีมสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนได้เอกสารมากกว่า 80,000 หน้า
หลักฐานไม่ได้มีเพียงคำให้การของบุคคล แต่ยังรวมถึงข้อมูลทางเทคนิค เส้นทางโทรศัพท์ สัญญาณมือถือ เส้นทางการเงิน ตลอดจนข้อมูลคะแนนที่ใช้ตรวจสอบรูปแบบการลงคะแนนของผู้สมัคร
ไล่ตั้งแต่โรงแรม รถบัส เสื้อทีม ถึงเส้นทางเงิน
นายนรินท์พงศ์ระบุว่า สิ่งที่ผู้สอบสวนพยายามต่อภาพเข้าด้วยกัน คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันเลือก สว. จนถึงวันลงคะแนน
ในสำนวนมีข้อมูลเกี่ยวกับการรวมกลุ่มผู้สมัครตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงโรงแรม การจัดรถบัสรับส่ง และการจัดทำเสื้อสำหรับกลุ่มผู้สมัครบางส่วน
อีกส่วนหนึ่งคือเส้นทางเงิน ซึ่งผู้สอบสวนตรวจสอบธุรกรรมและการจ่ายเงินที่เชื่อมโยงกับผู้สมัคร เพื่อตอบคำถามว่า มีผู้ใดใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจให้ลงคะแนนตามแผนหรือไม่
นายนรินท์พงศ์ยังระบุว่า สำนวนเชื่อมโยงไปถึงบุคคลทางการเมืองและเครือข่ายการเมืองบางกลุ่ม แต่ประเด็นเหล่านี้ยังอยู่ในฐานะข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิชี้แจงและต่อสู้คดีตามกฎหมาย
229 ราย คือจุดศูนย์กลางของคดี
ผลจากการรวบรวมหลักฐานนำไปสู่ข้อเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องรวม 229 ราย
ตามคำให้สัมภาษณ์ของนายนรินท์พงศ์ ในจำนวนดังกล่าวมีสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันจำนวนมาก และยังมีบุคคลทางการเมืองรายอื่นรวมอยู่ด้วย
ตัวเลข 229 รายจึงกลายเป็นหัวใจของคดี เพราะหาก กกต. เห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ กระบวนการหลังจากนี้จะขยับจากชั้นไต่สวนเข้าสู่ชั้นที่ผู้ถูกกล่าวหาต้องต่อสู้คดีอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม การมีชื่ออยู่ในสำนวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีความผิด ความผิดจะเกิดขึ้นเมื่อศาลหรือองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยตามขั้นตอนกฎหมายแล้วเท่านั้น
DSI เจอทางตันในข้อหาอั้งยี่ แต่เดินหน้าคดีฟอกเงิน
อีกด้านหนึ่งของคดีเกิดขึ้นในคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งต้องพิจารณาว่าจะรับเรื่องนี้เป็นคดีพิเศษหรือไม่
นายนรินท์พงศ์เล่าว่า ที่ประชุมเกิดความเห็นต่างหลายครั้ง และบางนัดไม่สามารถเดินหน้าลงมติได้ตามที่กำหนด
ท้ายที่สุด คณะกรรมการไม่สามารถรวบรวมเสียงสองในสามเพื่อรับคดีในข้อหาอั้งยี่เป็นคดีพิเศษได้
แต่คดีไม่ได้หยุดลงทั้งหมด เพราะ DSI ใช้อำนาจตามมาตรา 25 เดินหน้าสอบสวนส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาฟอกเงินต่อไป
จุดนี้ทำให้คดี “ฮั้ว สว.” แยกออกเป็นหลายเส้นทาง ทั้งการไต่สวนตามกฎหมายเลือกตั้งของ กกต. และการสอบสวนความผิดทางอาญาที่หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ
ปมโยกเจ้าหน้าที่ DSI เพิ่มคำถามต่อความต่อเนื่องของคดี
นายนรินท์พงศ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระแสโยกย้ายเจ้าหน้าที่ DSI ระดับผู้อำนวยการกอง 3 ราย ซึ่งมีบทบาทในสำนวนและรู้รายละเอียดของคดี
นายนรินท์พงศ์ มองว่า หากเจ้าหน้าที่ซึ่งถือข้อมูลหลักถูกย้ายออกจากงานในช่วงสำคัญ ย่อมเกิดคำถามต่อความต่อเนื่องของคดีและการรักษาความเป็นอิสระของผู้สอบสวน
อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายเจ้าหน้าที่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องแยกตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุผลด้านบริหารตามปกติ หรือเกี่ยวข้องกับคดีที่อยู่ระหว่างสอบสวน
14 กันยายน จุดตัดสินใจของ กกต.
วันที่ 14 กันยายนจึงเป็นหมุดสำคัญ เพราะ กกต. ทั้ง 7 คนต้องพิจารณาข้อมูลที่สะสมมาตลอดหลายเดือน และตัดสินว่าพยานหลักฐานมีเหตุเพียงพอให้เดินหน้าคดีหรือไม่
นายนรินท์พงศ์เสนอว่า หาก กกต. เห็นว่ามีข้อสงสัยจากหลักฐานจำนวนมาก การส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาจะเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อหน้าศาล
ศาลสามารถเรียกพยาน เอกสาร และข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบคำวินิจฉัย ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาก็มีโอกาสชี้แจงและนำหลักฐานมาหักล้างอย่างเต็มที่
ในอีกทางหนึ่ง หาก กกต. ยุติเรื่อง โดยให้น้ำหนักกับผลตรวจสอบอีกชุดที่มีข้อสรุปแตกต่างจากคณะกรรมการชุดที่ 26 คำถามใหญ่จะไม่ใช่เพียงว่า “คดีจบหรือไม่”
แต่จะกลายเป็นคำถามว่า กกต. ใช้หลักฐานชุดใดตัดสิน เหตุใดจึงให้น้ำหนักกับหลักฐานชุดหนึ่งมากกว่าอีกชุด และสามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ชัดเพียงใด
สำหรับคดีที่มีเอกสารมากกว่า 80,000 หน้า ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย และกระทบต่อองค์ประกอบของวุฒิสภาโดยตรง สิ่งที่สังคมรอในวันที่ 14 กันยายนจึงไม่ใช่เพียง “คำตอบของคดี”
แต่คือคำอธิบายว่า กกต. ใช้มาตรฐานอะไรตัดสินคดีการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งหลังการเลือก สว. ปี 2567
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก







