posttoday
'โคทม'ชี้รัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องฮั้วโกงเลือกสว. จี้คืนอำนาจประชาชน

'โคทม'ชี้รัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องฮั้วโกงเลือกสว. จี้คืนอำนาจประชาชน

10 กันยายน 2569

อดีต กกต. วิจารณ์องค์กรถอยห่างประชาชน ตีความกฎหมายจนคดีฮั้ว สว. ล่าช้า พร้อมเสนอเลือก สว. โดยตรงและเปิดทางประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ

KEY

POINTS

  • รศ.ดร.โคทม อาริยา มองว่า กกต. ชุดปัจจุบันขาดความโปร่งใสและลดบทบาทประชาชน จนความไว้วางใจต่อองค์กรตกต่ำ
  • ตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ตีความกฎหมายแคบเกินไป ทั้งเรื่องผู้กระทำผิดและหลักฐาน จนอาจก้าวล้ำอำนาจพิจารณาของศาลฎีกา
  • เสนอร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ประชาชนเลือก สว. โดยตรง และมีสิทธิถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

 

รศ.ดร.โคทม อาริยา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ชุดแรกเมื่อปี 2540 วิจารณ์ปัญหาของ กกต. ชุดปัจจุบันว่า ไม่ได้เกิดจากคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภาเพียงเรื่องเดียว แต่เชื่อมโยงถึงโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งลดบทบาทประชาชนและทำให้องค์กรอิสระตรวจสอบได้ยากขึ้น

 

รศ.ดร.โคทม  มองว่า หากปล่อยให้โครงสร้างนี้ดำเนินต่อไป ปัญหาจะไม่จบแค่ข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือก สว. แต่อาจลุกลามถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรที่มีหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

 

กกต. ถอยห่างประชาชน

รศ.ดร.โคทม เปรียบเทียบว่า กกต. ชุดแรกให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะความโปร่งใสไม่ได้หมายถึงการเปิดเผยข้อมูลเมื่อเกิดแรงกดดันเท่านั้น แต่ต้องบอกสังคมว่าองค์กรกำลังทำอะไรและตัดสินใจด้วยเหตุผลใด

 

แต่ กกต. ชุดปัจจุบันกลับมีแนวโน้มดึงประชาชนออกจากกระบวนการ ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีสำคัญยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ความไว้วางใจของประชาชนลดลงอย่างหนัก

 

ปัญหานี้กระทบโดยตรงต่อคุณสมบัติของ กกต. ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต “เป็นที่ประจักษ์” และต้องจัดการเลือกตั้ง สส. รวมถึงการเลือก สว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม

 

คำว่า “เที่ยงธรรม” ในความหมายของ รศ.ดร.โคทม คือ กกต. ต้องปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค ไม่เลือกข้าง และไม่ออกแบบการตีความที่เอื้อประโยชน์แก่บุคคลหรือเครือข่ายใดเป็นพิเศษ

 

คดีฮั้ว สว. กับเวลาอีก 120 วัน

 

ข้อถกเถียงสำคัญอยู่ที่คดีเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เคยตรวจพบพฤติการณ์ที่มีลักษณะจัดคนสมัคร วางตัวผู้สมัครที่พร้อมเสียคะแนน และใช้ผู้ควบคุมการลงคะแนนหรือ “ติวเตอร์”

 

ต่อมา คณะอนุกรรมการ กกต. ชุดที่ 26 ใช้เวลาไต่สวน 120 วัน ก่อนสรุปสำนวนและเห็นควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย

 

อย่างไรก็ตาม กกต. ชุดใหญ่และสำนักงาน กกต. ยังไม่ส่งสำนวนเข้าสู่ศาล โดยขยายเวลาพิจารณาออกไปอีก 120 วัน รวมทั้งปรากฏข้อมูลว่ามีการนำบางรายชื่อออกจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา

 

รศ.ดร.โคทมจึงตั้งคำถามว่า กกต. กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมตามหน้าที่ หรือกำลังใช้การตีความกฎหมายเพื่อดึงคดีออกไป

 

จากคำว่า “หรือ” กลายเป็นเงื่อนไข “และ”

 

ประเด็นแรก ที่ รศ.ดร.โคทมทักท้วง คือคำอธิบายของเลขาธิการ กกต. ที่ระบุว่า ก่อนส่งคดีให้ศาลฎีกา ต้องพิสูจน์ให้ครบว่า ผู้สมัครเป็นผู้กระทำเอง ร่วมรู้เห็น และมุ่งหวังผลจากการกระทำนั้น

 

รศ.ดร.โคทม เห็นว่าการนำเงื่อนไขทั้งหมดมาเชื่อมด้วยคำว่า “และ” ทำให้ขอบเขตความผิดแคบลง ทั้งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 226 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “หรือ” โดยครอบคลุมทั้งผู้สมัคร ผู้เกี่ยวข้อง ผู้กระทำทุจริต และผู้รู้เห็นเป็นใจ

 

คำว่า “ผู้ใด” ในกฎหมายจึงไม่ได้หมายถึงผู้สมัครเท่านั้น แต่รวมถึงนักการเมือง สส. สว. ผู้ประสานงาน และบุคคลอื่นที่ร่วมวางแผนหรือสนับสนุนขบวนการด้วย

 

กกต. ไม่ต้องตามหาเงินทุกบาท

 

รศ.ดร.โคทม อธิบายว่า มาตรฐานของ กกต. ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 คือ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ซึ่งต่างจากการพิสูจน์ความผิดทางอาญาจนปราศจากข้อสงสัย

 

กกต. จึงไม่จำเป็นต้องค้นหาเงินให้ครบทุกบาท หรือสอบผู้รับเงินทุกคน หากพบหลักฐานที่เชื่อมโยงกัน เช่น การจัดคนสมัคร การติดต่อสั่งการ โพยลงคะแนน และผลคะแนนที่มีรูปแบบผิดปกติ ก็ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตรวจสอบได้

 

รศ.ดร.โคทม ย้ำว่า กกต. มีหน้าที่ไต่สวนและรวบรวมข้อเท็จจริงให้สมบูรณ์ ส่วนศาลฎีกามีอำนาจชั่งน้ำหนักหลักฐานและวินิจฉัยคดี การตั้งคณะอนุกรรมการอีกชุดขึ้นมาตีความข้อกฎหมายหรือชี้ขาดแทน จึงเสี่ยงก้าวล้ำหน้าที่ของศาลและทำให้คดีล่าช้า

 

รศ.ดร.โคทม อารียา

 

มาตรา 107 ช่องโหว่ของระบบเลือกกันเอง

 

รศ.ดร.โคทม มองว่า ต้นตออีกด้านอยู่ที่มาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งกำหนดให้ผู้สมัคร สว. เลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเชื่อว่าระบบนี้จะสกัดการเมืองและป้องกันการฮั้ว

 

แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เครือข่ายที่มีคน เงิน และกลไกจัดตั้ง สามารถวางตัวผู้สมัคร ส่งโพย และควบคุมคะแนนเป็นชุดได้ ขณะที่ผลคะแนนศูนย์หรือคะแนนที่เรียงตัวตามรูปแบบเดียวกัน กลายเป็นข้อสังเกตว่าระบบไม่ได้คัดเลือกตัวแทนกลุ่มอาชีพอย่างแท้จริง

 

รศ.ดร.โคทม เปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งให้ประชาชนเลือก สว. โดยตรงและเลือกได้คนเดียว ระบบดังกล่าวทำให้การควบคุมคะแนนทั้งจังหวัดทำได้ยากกว่า อีกทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้สมัครที่หลากหลายเข้าสู่วุฒิสภา

 

เมื่อ สว. เชื่อมถึงองค์กรอิสระ

 

ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่ที่มาของวุฒิสภา เพราะ สว. ยังมีบทบาทให้ความเห็นชอบบุคคลที่เข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หากเครือข่ายการเมืองควบคุมเสียง สว. ได้ ก็สามารถส่งอิทธิพลต่อการแต่งตั้งผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐได้เช่นกัน

 

โครงสร้างเช่นนี้ทำให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนน้อยลง ขณะที่ประชาชนแทบไม่มีเครื่องมือถอดถอนหรือเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่ง เมื่อองค์กรเหล่านั้นละเลยหน้าที่หรือสูญเสียความน่าเชื่อถือ

 

4 ข้อเสนอคืนอำนาจประชาชน

 

รศ.ดร.โคทม เสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามมติประชามติ พร้อมแก้ระบบการได้มาซึ่ง สว. โดยให้ประชาชนเลือกโดยตรง แทนการให้ผู้สมัครเลือกกันเอง

 

ข้อเสนอต่อมาคือ เปิดทางให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้จริง ลดขั้นตอนที่ทำให้สิทธิดังกล่าวใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ

 

นอกจากนี้ ต้องปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ไม่ให้บุคคลจากกลุ่มอำนาจเดิมผลัดกันคัดเลือกและรับรองกันเอง แต่ต้องเชื่อมโยงกลับไปยังประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

 

สำหรับ รศ.ดร.โคทม คดีฮั้วเลือก สว. จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าใครทำผิด แต่เป็นบททดสอบว่า กกต. จะยืนอยู่ข้างหลักกฎหมายและประชาชน หรือปล่อยให้ช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 2560 ปกป้องโครงข่ายอำนาจที่ระบบตรวจสอบเข้าไม่ถึง.

 

แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก 

ข่าวล่าสุด

Suno ผนึก Warner ให้ AI สร้างเพลงถูกลิขสิทธิ์ แบ่งรายได้คืนศิลปิน

Suno ผนึก Warner ให้ AI สร้างเพลงถูกลิขสิทธิ์ แบ่งรายได้คืนศิลปิน