
วัสเสนอ Minimum Period ล็อกโทษขั้นต่ำ คุมลดโทษ คืนศักดิ์ศรีคำตัดสินศาล
เมื่อคำพิพากษากับโทษจริงห่างกัน วัส ติงสมิตร เสนอ Minimum Period ล็อกเวลาจำคุกขั้นต่ำ ก่อนเปิดสิทธิพิจารณาปล่อยตัว หวังคืนความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทย
KEY
POINTS
- เสนอแนวคิด "Minimum Period" ให้ศาลมีอำนาจกำหนดระยะเวลารับโทษจริงขั้นต่ำไว้ในคำพิพากษาสำหรับคดีร้ายแรง
- มีเป้าหมายเพื่อสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างอำนาจกำหนดโทษของศาลกับอำนาจบริหารโทษของฝ่ายปกครอง (กรมราชทัณฑ์) เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคำตัดสิน
- การรับโทษครบตามระยะเวลาขั้นต่ำไม่ได้หมายถึงการปล่อยตัวทันที แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นสิทธิเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปล่อยตัว ซึ่งต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงก่อน
คำพิพากษาจะยังมีความหมายเพียงใด หากศาลลงโทษหนัก แต่กระบวนการลดโทษหลายชั้นทำให้ผู้ต้องขังคดีร้ายแรงรับโทษจริงเพียงช่วงเวลาสั้นกว่าที่สังคมเข้าใจจากคำตัดสิน
นี่คือโจทย์ที่ วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ หยิบขึ้นมาเสนอทางออก ผ่านแนวคิด Minimum Period หรือระยะเวลารับโทษจริงขั้นต่ำ เพื่อสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง “อำนาจกำหนดโทษของศาล” กับ “อำนาจบริหารโทษของฝ่ายปกครอง” (คลิกอ่านต้นฉบับ)
หัวใจสำคัญคือ การแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ศาลสามารถระบุระยะเวลาจำคุกจริงขั้นต่ำไว้ในคำพิพากษา โดยฝ่ายบริหารหรือกรมราชทัณฑ์ไม่สามารถลดโทษต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้
ตัวอย่างที่เสนอ คือ คดีที่ได้รับโทษประหารชีวิตก่อนลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต อาจต้องรับโทษจริงไม่น้อยกว่า 25 ปี ส่วนคดีจำคุกตลอดชีวิต อาจกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 20 ปี
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องขังจะหมดสิทธิได้รับการลดโทษ แต่ต้องมี “พื้น” ที่ไม่สามารถลดต่ำกว่านั้น เพื่อรักษาน้ำหนักของคำพิพากษาและสร้างความเชื่อมั่นว่าคำตัดสินของศาลจะไม่ถูกเปลี่ยนความหมายในขั้นตอนบังคับโทษ
ครบขั้นต่ำ ไม่ได้แปลว่าออกจากคุกทันที
จุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ Minimum Period ไม่ใช่วันปล่อยตัว
เมื่อผู้ต้องขังรับโทษครบระยะเวลาขั้นต่ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเริ่มมีสิทธิเข้าสู่กระบวนการพิจารณาปล่อยตัวเท่านั้น จากนั้นต้องผ่านการประเมินความเสี่ยง ทั้งพฤติกรรม สภาพจิตใจ และโอกาสกระทำผิดซ้ำอย่างเป็นระบบ
หากผลประเมินยังเห็นว่าผู้ต้องขังเป็นอันตรายต่อสังคม แม้จะจำคุกครบ 20 หรือ 25 ปีแล้ว ก็ยังไม่ควรได้รับการปล่อยตัว
ส่วนผู้ที่ผ่านการประเมินและได้รับการปล่อยตัว ก็ยังต้องมีมาตรการติดตามหลังพ้นเรือนจำ เช่น กำไล EM หรือมาตรการตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำฯ พ.ศ. 2565
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้ผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำนานขึ้น แต่เป็นการสร้างระบบที่เชื่อมตั้งแต่คำพิพากษา การรับโทษ การประเมินก่อนปล่อย ไปจนถึงการติดตามหลังกลับคืนสู่สังคม
4 คำถามใหญ่ที่ต้องตอบ
นายวัสเสนอให้คณะทำงานของ ก.บ.ศ. ศึกษา 4 ประเด็นหลัก ก่อนผลักดันแนวคิดนี้เข้าสู่กฎหมาย
- หนึ่ง ใครเป็นผู้กำหนด Minimum Period
- จะให้อำนาจศาลพิจารณาตามความร้ายแรงของแต่ละคดี หรือกำหนดตัวเลขขั้นต่ำตายตัวไว้ในกฎหมาย
- สอง ระยะเวลาขั้นต่ำควรนานเท่าใด
- ต้องหาจุดสมดุลระหว่างความหนักเบาของความผิด ความเป็นธรรมต่อผู้ต้องขัง และความปลอดภัยของสังคม
- สาม ใครควรตัดสินใจปล่อยตัวเมื่อครบกำหนด
- จะเป็นกรมราชทัณฑ์ คณะกรรมการอิสระในรูปแบบ Parole Board หรือส่งกลับมาให้ศาลเป็นผู้พิจารณา
- สี่ หลังปล่อยตัวจะติดตามอย่างไร
- ต้องมีระบบควบคุมและประเมินความเสี่ยงที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและสร้างความมั่นใจแก่สังคม
มองบทเรียน UK แคนาดา และออสเตรเลีย
ข้อเสนอนี้ยังหยิบบทเรียนต่างประเทศมาเป็นแนวทางเปรียบเทียบ
สหราชอาณาจักร ให้อำนาจศาลกำหนด Minimum Term สำหรับโทษจำคุกตลอดชีวิต และฝ่ายบริหารไม่สามารถปล่อยตัวก่อนครบกำหนดที่ศาลกำหนด ส่วนคดีร้ายแรงบางกรณีสามารถใช้ Whole Life Order ซึ่งไม่มีสิทธิขอปล่อยตัวตามปกติ
ขณะที่ แคนาดาและออสเตรเลีย ใช้แนวทางแยกเรื่องการกำหนดโทษออกจากการบริหารโทษให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารไปเปลี่ยนน้ำหนักของคำพิพากษา
สำหรับไทย แนวทางระยะใกล้ที่ถูกเสนอคือ ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายฉบับใหม่ทั้งระบบ แต่อาจเริ่มจากการแก้ประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เปิดทางให้ศาลกำหนด Minimum Period ได้ก่อน
ส่วนระยะยาวจึงค่อยพิจารณาปรับโครงสร้างกฎหมายให้เส้นแบ่งระหว่าง “การกำหนดโทษ” กับ “การบริหารโทษ” ชัดเจนยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุด Minimum Period ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องว่าผู้ต้องขังควรอยู่ในคุกกี่ปี แต่กำลังตั้งคำถามใหญ่ต่อกระบวนการยุติธรรมว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ระบบจะทำอย่างไรให้คำตัดสินนั้นยังคงมีน้ำหนักในโลกความจริง
เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนอาจไม่ได้วัดจากความหนักของตัวเลขในคำพิพากษาเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า โทษที่ศาลตัดสินนั้น ถูกบังคับใช้อย่างมีความหมายจริงเพียงใด







