
“แก้วตา” เปิดบาดแผลการเมือง ท้าพรรคใหม่พิสูจน์ระบบคุ้มครองผู้หญิง
จากคืนที่สนามกอล์ฟสู่คำถามใหญ่ต่อพรรคการเมือง “แก้วตา” ธิษะณา เปิดบาดแผลล่วงละเมิด ทวงความเป็นธรรมและระบบคุ้มครองผู้หญิงที่โปร่งใส
KEY
POINTS
- “แก้วตา” ธิษะณา กล่าวหาว่าถูกอดีต สส.ชายล่วงละเมิดระหว่างกิจกรรมพรรคหลังเลือกตั้งปี 2566 พร้อมถามเหตุใดผู้บริหารที่รับรู้เรื่องจึงไม่เร่งตรวจสอบและคุ้มครองผู้ร้อง
- วิจารณ์ว่าพรรคให้น้ำหนักต่อภาพลักษณ์มากกว่าความปลอดภัย จึงเสนอให้สอบสวนใหม่โดยมีบุคคลภายนอกครึ่งหนึ่ง เพื่อความโปร่งใส
- กรณีนี้เป็นบททดสอบพรรคการเมืองใหม่ว่าจะตรวจสอบคนของตัวเองได้จริงหรือไม่ และคุ้มครองผู้ร้องพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง
จากคืนที่สนามกอล์ฟสู่คำถามใหญ่ต่อพรรคการเมือง “แก้วตา” ธิษะณา เปิดบาดแผลล่วงละเมิด ทวงความเป็นธรรมและระบบคุ้มครองผู้หญิงที่โปร่งใส
การออกมาเปิดเผยเรื่องราวของ “แก้วตา” ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนผ่านเป็นพรรคประชาชน ไม่ได้เป็นเพียงการรื้อฟื้นบาดแผลส่วนตัว แต่กำลังตั้งคำถามตรงไปยังมาตรฐานจริยธรรมของพรรคการเมืองที่ประกาศตัวเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง
คำถามสำคัญคือ เมื่อมีผู้หญิงในองค์กรแจ้งว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ พรรคการเมืองจะเลือกปกป้องผู้ร้อง ปกป้องผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการที่เป็นธรรม หรือให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และต้นทุนทางการเมืองมากกว่า
เรื่องราวทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาจากฝ่ายธิษะณา ซึ่งยังต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน ผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิชี้แจงและได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมตรวจสอบได้ทันทีคือ ระบบภายในพรรคทำงานอย่างไร หลังผู้บริหารได้รับแจ้งเหตุที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อชีวิตของสมาชิกในองค์กร
คืนที่สนามกอล์ฟ บาดแผลที่ตามมา
ธิษะณาเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างกิจกรรมสังสรรค์ของพรรคที่สนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 ในคืนนั้นเธอเหนื่อยล้าจากการทำงานและมีอาการมึนเมา ก่อนอดีต สส.ชายคนหนึ่งจะมาเคาะประตูห้องพัก โดยอ้างว่าไม่สามารถเข้าห้องของตนเองได้และต้องการหาเตียงเสริม
ด้วยความคุ้นเคยจากการทำงานภาคสนามร่วมกับเพื่อนชายหลายครั้ง และไม่เคยเกิดเหตุร้ายแรง เธอจึงยอมให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาพักในอีกเตียงหนึ่ง ก่อนระบุว่าเกิดการล่วงละเมิดขึ้นโดยที่เธอไม่ได้ให้ความยินยอม
ธิษะณาบอกว่า เธอไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือในขณะเกิดเหตุ เพราะทั้งตกใจ อับอาย และกังวลต่อสถานะของตนเองในฐานะผู้หญิงและผู้ดำรงตำแหน่ง สส. อีกทั้งยังเกรงว่าเพื่อนร่วมพรรคซึ่งพักอยู่บริเวณใกล้เคียงจะรับรู้เหตุการณ์
วันรุ่งขึ้น บาดแผลไม่ได้หายไปพร้อมกับค่ำคืน เธอเล่าถึงการเก็บตัวอยู่ภายในห้องและพยายามชำระล้างร่างกายซ้ำหลายครั้ง เพราะรู้สึกขยะแขยงและสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น
แจ้งผู้บริหารแล้ว แต่ระบบไปต่อหรือไม่
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ขยายจากข้อกล่าวหาระหว่างบุคคลไปสู่คำถามต่อพรรคการเมือง คือคำยืนยันของธิษะณาว่า เธอแจ้งเรื่องให้ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคในเวลานั้นทราบตั้งแต่ช่วงแรก
แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง แต่เธอระบุจังหวัดและเขตเลือกตั้ง จนผู้บริหารสามารถคาดเดาชื่อบุคคลได้ และเธอพยักหน้ายืนยันว่าชื่อที่ถูกกล่าวถึงเป็นบุคคลเดียวกัน
คำบอกเล่านี้แตกต่างจากแถลงการณ์ของพรรคประชาชนที่ระบุว่า ธิษะณาไม่ยินยอมเปิดเผยชื่อผู้ถูกกล่าวหา ความไม่ตรงกันจึงนำไปสู่คำถามว่า ผู้บริหารรับรู้ข้อมูลมากเพียงใด และเมื่อมีข้อมูลมากพอที่จะระบุตัวบุคคลได้ พรรคมีหน้าที่ต้องเริ่มตรวจสอบหรือไม่
สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะบอบช้ำ การต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำ เปิดเผยชื่อ หรือเผชิญหน้ากับผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีระบบคุ้มครอง อาจกลายเป็นบาดแผลอีกชั้นหนึ่ง องค์กรจึงไม่ควรผลักภาระทั้งหมดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายเดินหน้าเพียงลำพัง
เมื่อภาพลักษณ์พรรคถูกวางบนตาชั่ง
ธิษะณาระบุว่า ผู้ใหญ่ในพรรคเคยเตือนว่า หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผย ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั้งกับตัวเธอและภาพลักษณ์ของพรรค คำเตือนเช่นนี้อาจสะท้อนความพยายามควบคุมความเสียหายทางการเมือง แต่ในมุมของผู้ร้อง กลับมีความหมายว่าความจริงของเธออาจถูกมองว่ามีราคาต่ำกว่าชื่อเสียงขององค์กร
เธอยังตั้งคำถามต่อระบบการลงมติของ สส.ภายในพรรค เพื่อพิจารณาขับสมาชิกที่ถูกร้องเรียนออกจากพรรค เพราะกระบวนการดังกล่าวอาจถูกแทรกด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว จำนวนเสียงในสภา และผลประโยชน์ทางการเมือง
กรณีล่วงละเมิดทางเพศจึงไม่ควรถูกตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ควรมีคณะกรรมการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญ และมาตรการคุ้มครองทุกฝ่าย พร้อมกำหนดกรอบเวลาการตรวจสอบที่ชัดเจน
ธิษะณาเสนอว่า หากมีการสอบสวนใหม่ เธอต้องมีส่วนร่วมเลือกคณะกรรมการ และควรมีบุคคลภายนอกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดข้อสงสัยว่าพรรคกำลังตรวจสอบคนของตัวเองด้วยกลไกที่ควบคุมได้
มรดกซอยราชครูกับการไม่ยอมจำนน
การตัดสินใจพูดของธิษะณายังเชื่อมโยงกับมรดกทางความคิดจากครอบครัวชุณหะวัณ จาก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ผู้เป็นบิดา เธอได้รับอิทธิพลด้านสิทธิมนุษยชน และบทเรียนว่าคนรุ่นหลังสามารถยอมรับหรือขอโทษต่อความผิดพลาดในอดีตได้ แม้ไม่ได้เป็นผู้ลงมือเอง
จาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ผู้เป็นปู่ เธอได้รับคำสอนว่า นักการเมืองมีวันนี้ได้เพราะประชาชน จึงต้องไม่ลืมว่าอำนาจที่ถืออยู่มีที่มาจากความไว้วางใจของผู้เลือกตั้ง
แม้ตระกูลของเธอจะมีทั้งผู้เกี่ยวข้องกับรัฐประหารและผู้ถูกยึดอำนาจ ธิษะณายืนยันจุดยืนไม่สนับสนุนรัฐประหาร และเลือกยืนข้างหลักสิทธิมนุษยชนมากกว่าการปกป้องชื่อเสียงของครอบครัวหรือองค์กรอย่างไร้เงื่อนไข
กรณีนี้ไม่ได้เป็นเพียงบทพิสูจน์ความกล้าของผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เป็นบททดสอบพรรคการเมืองใหม่ว่า จะสร้างระบบที่ผู้ร้องสามารถพูดได้โดยไม่ถูกทำลายอนาคต และเปิดทางให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้ข้อกล่าวหาอย่างเป็นธรรมหรือไม่
เพราะความก้าวหน้าไม่ได้วัดจากคำประกาศบนเวที หากวัดจากวันที่พรรคต้องตรวจสอบคนของตัวเอง และเลือกระหว่างการรักษาภาพลักษณ์ชั่วคราว กับการรักษาความไว้วางใจของประชาชนในระยะยาว
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก







