posttoday
สอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน ปลุกเงาคดีนายอำเภอปี 52 คืนสู่มหาดไทยอีกครั้ง

สอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน ปลุกเงาคดีนายอำเภอปี 52 คืนสู่มหาดไทยอีกครั้ง

23 มิถุนายน 2569

วันที่บ้านพักบางใหญ่ถูกชี้เป็นแหล่งแก้กระดาษคำตอบ คดีสอบท้องถิ่น 4,500 ล้านจึงไม่ใช่แค่โกงสอบ แต่ปลุกคำถามเก่ากลางมหาดไทย ย้อนรอยคดีนายอำเภอปี2552 อีกครั้ง

KEY

POINTS

  • คดีสอบท้องถิ่นปี 2569 เปิดภาพขบวนการแก้กระดาษคำตอบ เรียกรับเงิน 3.5–8 แสนบาทต่อราย พบคอมพิวเตอร์ 18 ชุด กระดาษคำตอบราว 3,000 ราย แก้คะแนนราว 2,000 ราย เสียหาย 4,500 ล้าน
  • ปมนี้เขย่ามหาดไทยยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะโยงคัดคนเข้าราชการท้องถิ่น ขณะผลสอบยังรอข้อเท็จจริง ก่อนชี้ว่าโมฆะหรือไม่
  • ย้อนคดีสอบนายอำเภอปี 2552 พบแทรกแซงคะแนนและสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบ แม้กล่าวถึงฝ่ายการเมือง แต่ ป.ป.ช. ระบุไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง ตอกย้ำการปิดช่องโกงสอบรัฐ

ปฏิบัติการตรวจค้นบ้านพักในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งใหญ่ หากยังทำให้สังคมหันกลับไปมอง “บาดแผลเก่า” ในกระทรวงมหาดไทย นั่นคือคดีทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอปี 2552 ซึ่งเคยสั่นสะเทือนกรมการปกครองมาแล้วครั้งหนึ่ง

คดีใหม่ในปี 2569 อยู่ท่ามกลางการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวง ขณะที่คดีเก่าปี 2552 เกิดขึ้นในยุคที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีการกล่าวหาถึงฝ่ายการเมืองรวมถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แต่ท้ายที่สุด ป.ป.ช. ระบุว่าไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยง ข้อกล่าวหาจึงตกไป

แกนกลางของคดีปี 2569 เริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ หลังพบเบาะแสว่าสถานที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งแก้ไขกระดาษคำตอบ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครสอบที่จ่ายเงินให้มีคะแนนตรงตามผลสอบที่ประกาศ

สอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน ปลุกเงาคดีนายอำเภอปี 52 คืนสู่มหาดไทยอีกครั้ง

 

พฤติการณ์ที่ปรากฏสะท้อนภาพขบวนการเป็นระบบ ตั้งแต่การแอบอ้างเส้นสายภายใน การเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบในอัตรา 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และอาจสูงถึง 700,000–800,000 บาท ในพื้นที่แข่งขันสูง ไปจนถึงการนำกระดาษคำตอบมาซุกซ่อนและใช้คอมพิวเตอร์แก้ไขข้อมูลคะแนน

หลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบมีทั้งคอมพิวเตอร์และซีพียู 18 ชุด อุปกรณ์เก็บข้อมูล กระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบทั่วประเทศ รวมถึงสำเนากระดาษคำตอบการสอบเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ประมาณ 3,000 ราย โดยพบว่ามีการแก้ไขคะแนนไปแล้วประมาณ 2,000 ราย ขณะที่มีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการมากกว่า 3,000 ราย

หนึ่งในบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญคือ นายพิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งถูกคาดหมายว่ามีบทบาทสำคัญในการนำกระดาษคำตอบมาซุกซ่อนเพื่อแก้ไขคะแนน ทั้งหมดเกิดขึ้นกับการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ที่เปิดรับ 87 ตำแหน่ง รวม 6,669 อัตรา และมีมูลค่าความเสียหายประเมินเบื้องต้นสูงถึง 4,500 ล้านบาท

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน ขณะที่สถานะของผลสอบยังไม่มีข้อสรุปว่าจะให้เป็นโมฆะหรือไม่ ต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการตรวจสอบ ก่อนที่ ป.ป.ช. จะเปิดแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการ

 

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

 

 หากมองย้อนกลับไป คดีสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอปี 2552  มีโครงสร้างความเสียหายที่คล้ายกันในเชิง “การบิดระบบคัดเลือกคนเข้าสู่ราชการ” การสอบครั้งนั้นเป็นการคัดเลือกข้าราชการเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ประจำปีงบประมาณ 2552 มีผู้ได้รับคัดเลือก 3 รุ่น คือรุ่นที่ 68–70 รวม 286 คน 

ข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบในคดีเก่า ระบุถึงการกำหนดตัวบุคคลล่วงหน้า โดยนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครองในขณะนั้น ถูกระบุว่าได้รับรายชื่อผู้เข้าสอบประมาณ 150 คน จากผู้มีอำนาจทางการเมืองในกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาทางช่วยให้สอบผ่าน จากนั้นมีการสั่งการให้กรรมการตรวจข้อสอบอัตนัยให้คะแนนสูงแก่บุคคลตามรายชื่อ แม้คำตอบจะไม่ดี หรือบางรายแทบไม่ได้เขียนคำตอบ

เมื่อมีการตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดยังมีพฤติการณ์ปลอมแปลงกระดาษคำตอบ โดยนำกระดาษคำตอบเปล่าไปให้ผู้เข้าสอบที่มีรายชื่อช่วยเหลือ 142 คน เขียนคำตอบใหม่ตามตัวอย่างที่จัดเตรียมไว้ แล้วนำมาสับเปลี่ยนกับกระดาษคำตอบเดิม ผลตรวจลายมือโดย ป.ป.ช. พบว่าลายมือในกระดาษคำตอบของกลางเป็นลายมือเดียวกันจริง

วันที่ 24 ธันวาคม 2556 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงและอาญาแก่กลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ นายสำราญ ตันเรืองศรี และนายครรชิต สลับแสง พร้อมชี้มูลผู้เข้าสอบ 119 คน ทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา ขณะเดียวกันมีการกันนายวุฒิชัย เสาวโกมุท และผู้เข้าสอบอีก 20 คนไว้เป็นพยาน (คลิกอ่านที่มา)

ผลทางวินัยในเวลาต่อมาคือ กรมการปกครองมีคำสั่งไล่ออกผู้ถูกชี้มูลทั้งหมด ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมจะลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก แต่เรื่องยังไม่จบ เมื่อผู้ถูกลงโทษ 89 รายยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง

 

  วิชา มหาคุณ

 

ต่อมา เดือนกันยายน 2562 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คืนสิทธิประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดี ด้วยเหตุผลว่ากระบวนการลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้บังคับบัญชาไม่ได้สอบสวนวินัยตามขั้นตอน แต่ใช้รายงานและเอกสารของ ป.ป.ช. มาออกคำสั่งลงโทษทันที

อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองชี้แจงภายหลังว่า ศาลไม่ได้สั่งให้คืนสิทธิในตำแหน่งนายอำเภอโดยตรง แต่ให้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม เพื่อดำเนินกระบวนการสอบสวนวินัยให้ถูกต้องต่อไป

ส่วนคดีอาญา วันที่ 29 กันยายน 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาลงโทษจำคุกผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม นายวงศ์ศักดิ์และนายสำราญถูกจำคุกคนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา นายครรชิตถูกจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา กลุ่มประธานรุ่นและเลขานุการรุ่น 5 คน ถูกจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนกลุ่มผู้เข้าสอบ 103 คน ถูกจำคุกคนละ 2 ปี ปรับ 12,000 บาท และให้รอลงอาญา 2 ปี

เมื่อวางคดีปี 2569 คู่กับคดีปี 2552 จะเห็นเส้นร่วมสำคัญคือ “การสอบ” ซึ่งควรเป็นประตูแห่งความยุติธรรม กลับถูกทำให้กลายเป็นช่องทางซื้อขายอนาคตในระบบราชการ ต่างกันเพียงวิธีการและเทคโนโลยี จากการแทรกแซงคะแนนอัตนัยและสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบในอดีต มาถึงการใช้คอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลแก้ไขคะแนนในปัจจุบัน

บทเรียนที่หนักที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้กระทำผิด แต่คือการทำให้สังคมมั่นใจว่า กระบวนการสอบของรัฐยังเป็นพื้นที่ที่คนธรรมดาสามารถแข่งขันด้วยความรู้ ความสามารถ และความสุจริตได้จริง เพราะหากประตูแรกของราชการถูกซื้อขาย ความเชื่อมั่นต่อทั้งระบบก็ย่อมถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน

คดีทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้านบาทเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการคัดเลือกคนเข้าสู่รัฐ คำถามสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะถูกลงโทษเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่ากระทรวงมหาดไทยจะปิดช่องโหว่เดิมได้จริงหรือไม่ ก่อนที่ประวัติศาสตร์การโกงสอบจะย้อนกลับมาเขียนซ้ำอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

SONP ติดอาวุธสื่อยุค AI เรียนรู้กลยุทธ์สร้างคอนเทนต์รับพฤติกรรมค้นหายุคใหม่

SONP ติดอาวุธสื่อยุค AI เรียนรู้กลยุทธ์สร้างคอนเทนต์รับพฤติกรรมค้นหายุคใหม่