
นายกฯอนุทินถก กรอ. นัดแรก ยุบ ครม.เศรษฐกิจ ปรับเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม กรอ. นัดแรก ยุบ ครม.เศรษฐกิจเดิม ปรับรูปแบบดึงเอกชนร่วมขับเคลื่อนเป็น "ครม.เศรษฐกิจพลัส" ถกทุก 1-1.5 เดือน
KEY
POINTS
- นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุม กรอ. นัดแรก ร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานเศรษฐกิจ ณ ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 22 มิ.ย. 2569
- รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบ ครม.เศรษฐกิจเดิม เป็น "ครม.เศรษฐกิจพลัส" ดึงภาคเอกชนเข้าร่วมหารือและแก้ไขปัญหา
- ที่ประชุมเตรียมหารือทุกเดือนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และดันมติเข้า ครม. ใหญ่ เพื่อความรวดเร็ว
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ในวันนี้ (22 มิถุนายน 2569) มีรัฐมนตรีและผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม โดยก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรีได้เปิดตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อหารือข้อราชการและเตรียมความพร้อมร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานมาเป็นรูปแบบ "ครม.เศรษฐกิจพลัส" นั้น เกิดจากการหารือร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับโครงสร้าง ครม.เศรษฐกิจ รูปแบบเดิม
แต่ควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง เพื่อร่วมกันสังเกตการณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเป้าหมายหลักในการประชุมครั้งแรกนี้จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นสำคัญ
สำหรับแนวทางการดำเนินงานหลังจากนี้ คณะกรรมการ กรอ. ตั้งเป้าหมายที่จะจัดการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน หรืออย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุก 6 สัปดาห์ เพื่อกลั่นกรองนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร พลังงาน แรงงาน และการค้า
โดยข้อดีของการขับเคลื่อนงานในรูปแบบนี้ คือการที่รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจส่วนใหญ่ร่วมเป็นคณะกรรมการอยู่แล้ว ทำให้มติจากที่ประชุม กรอ. สามารถนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดเวลา ซึ่งจะช่วยให้การประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์กรอิสระ เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน







