
ดร.ปณิธานชี้ดีลหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านพลิกโฉมโลก แนะไทยเร่งปรับตัว
รศ.ดร.ปณิธาน เผย สหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อลงนามข้อตกลงหยุดยิง 19 มิ.ย. นี้ เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แนะไทยเร่งเปิดเรดาร์การทูตและค้าขาย
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมลงนามข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งจะส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการได้เต็มรูปแบบและกระตุ้นเศรษฐกิจโลก
- ข้อตกลงยังมีความท้าทายสำคัญในการเจรจาประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน และมีความเสี่ยงจากสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลและเลบานอน
- ดร.ปณิธาน แนะให้ไทยเร่งปรับตัวโดยฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับตะวันออกกลาง วางนโยบายต่างประเทศที่สมดุล และให้ภาคธุรกิจเคลื่อนไหวเชิงรุก
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เปิดเผยผ่านโพสต์ทูเดย์ว่า ดีลหยุดยิงและข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน มีกำหนดลงนามทางเทคนิค ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 18 หรือ 19 มิถุนายน 2569 นี้ หากสามารถคงการหยุดยิงได้ครบ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดเดินเรือได้อย่างเต็มรูปแบบ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ โดยหลังจากขั้นตอนการลงนามในระยะแรกแล้ว ระยะที่ 2 จะใช้เวลาอีก 60 วัน เพื่อลงรายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการคืนสินทรัพย์ ส่วนระยะสุดท้ายซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด คือการเจรจาเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจต้องใช้เวลานานกว่า 60 วัน เนื่องจากอิหร่านมีแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% อยู่ในครอบครองจำนวน 970 ปอนด์ ซึ่งสามารถนำไปผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึง 10 ลูก ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ จึงต้องมีกระบวนการทำลาย ลดระดับสมรรถนะ หรือขนย้ายไปเก็บนอกประเทศอย่างรัดกุม
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังมีตัวแปรความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านยื่นเงื่อนไขให้ยุติการรบทุกรูปแบบ
นอกจากนี้ ท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีความนิยมลดลงและถูกมองว่าตกเป็นเบี้ยล่างของนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยังเป็นจุดเปราะบางสำคัญ แม้ว่าประชาชนชาวสหรัฐฯ จะพึงพอใจต่อการสิ้นสุดของสงครามเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็ตาม
ข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยและภาคธุรกิจ
ดร.ปณิธาน มีข้อเสนอแนะ 3 ประเด็นหลัก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างเท่าทัน ดังนี้:
ด้านการต่างประเทศ: ประเทศไทยต้องเร่งเปิดสัญญาณเรดาร์ทางการทูตกลับเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์และรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ หลังจากที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียได้เริ่มดำเนินการล่วงหน้าไปแล้ว
การปรับสมดุลนโยบาย: รัฐบาลไทยต้องวางนโยบายต่างประเทศที่มีความสมดุล ไม่เอนเอียงเข้าหาประเทศคู่ขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำรอยที่คนไทยต้องตกเป็นตัวประกันในพื้นที่ความขัดแย้งเหมือนในอดีต
ภาคธุรกิจและนักลงทุน: ผู้ประกอบการไทยไม่ควรใช้นโยบายรอดูสถานการณ์ แต่ต้องเริ่มขับเคลื่อนและส่งสัญญาณความพร้อมเพื่อประสานงานกับกลุ่มคู่ค้าในตะวันออกกลางทันที เนื่องจากระบบการค้าโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง และคาดว่าการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยสงครามในพื้นที่ดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 5 ปี
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน โดยมีประเด็นเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ เป็นชนวนเหตุหลัก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการขนส่งพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซอันเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ของโลกมาโดยตลอด
การเจรจาสันติภาพในรอบนี้จึงถูกจับตามองจากนานาชาติว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านอิหร่านกลับเข้าสู่ระบบการค้าโลกอีกครั้ง หากสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางเทคนิคที่เปราะบางในระยะเวลา 60 ถึง 90 วันนี้ไปได้







