
11ปีที่รอคอย พิพากษาประหารชีวิต อาเด็ม–ยูซุฟู วางระเบิดแยกราชประสงค์
พิพากษาประหารชีวิต อาเด็ม–ยูซุฟู ปิดฉากมหากาพย์ก่อการร้ายสะเทือนขวัญ 11 ปีแห่งการทวงคืนความยุติธรรมให้ 20 ชีวิตผู้ล่วงลับ
KEY
POINTS
- ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาประหารชีวิตนายอาเด็ม คาราดัค และนายไมไรลี ยูซุฟู สองจำเลยในคดีวางระเบิดแยกราชประสงค์
- คำตัดสินดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการพิจารณาคดีที่ยาวนานเกือบ 11 ปี นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558
- เหตุระเบิดดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน ซึ่งคำพิพากษานี้ถือเป็นการทวงความยุติธรรมให้แก่เหยื่อ
เสียงกัมปนาทระเบิดเวลา 18.55 น. ในค่ำคืนวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ที่เข้าบดขยี้ลมหายใจของผู้บริสุทธิ์ ณ ศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ ย้อนกลับมาดังก้องในความทรงจำของสังคมไทยอีกครั้ง หากแต่ในวันนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสถิตยุติธรรมที่ประกาศทวงคืนความจริงและความยุติธรรมให้แก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างเป็นทางการ
จากรอยเลือดสู่วันพิพากษา
ผ่านพ้นค่ำคืนวิปโยคมานานเกือบ 11 ปีเต็ม ในที่สุดการเดินทางอันยาวนานบนเส้นทางกระบวนการยุติธรรมก็มาถึงสถานีสุดท้าย เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์นี้ ท่ามกลางสายตาของญาติผู้สูญเสียทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เฝ้ารอคอยความชัดเจน คำตัดสินในวันนี้ไม่เพียงแต่เป็นการลงทัณฑ์ผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นหลักหมุดสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความอุตสาหะของพนักงานสอบสวนในการแกะรอยอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนที่สุดคดีหนึ่งของประเทศ
พลิกแฟ้มหมื่นหน้ากระชากหน้ากากฆาตกร
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอาเด็ม คาราดัค (หรือชายเสื้อเหลือง) และนายไมไรลี ยูซุฟู พร้อมพวก ในข้อหาร่วมกันก่อเหตุวางระเบิดแสวงเครื่อง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 20 ราย (แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 14 ราย และคนไทย 6 ราย) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกกว่า 100 คน
มหากาพย์แห่งคดีความนี้สะท้อนผ่านความแน่นหนาของพยานหลักฐาน โดยมีการสืบพยานฝ่ายโจทก์จำนวนมากกว่า 400 ปาก และพยานฝ่ายจำเลยอีกกว่า 45 ปาก รวมถ้อยคำและหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์จัดเก็บเป็นแฟ้มเอกสารหนากว่า 10,000 หน้า
คำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้
ศาลพิพากษาให้ลงโทษ ประหารชีวิต นายอาเด็ม คาราดัค และนายไมไรลี ยูซุฟู ฐานร่วมกันก่อเหตุวางระเบิดในที่สาธารณะจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และให้ปรับเงินคนละ 1,000 บาท ในข้อหาพกพาอาวุธ (สารระเบิด) ไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
ย้อนรอยยุทธการกวาดล้างขบวนการทมิฬ
หากย้อนเวลากลับไปในช่วงเดือนแรกหลังเกิดเหตุ ความโกลาหลและข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วทุกสารทิศ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ในขณะนั้น ต้องแถลงข่าวสรุปสถานการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจเพื่อสยบความสับสน
จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างไร้ร่องรอยในวันแรก ๆ เจ้าหน้าที่กางแผนที่ปฏิบัติการจนนำไปสู่การจับกุมครั้งสำคัญ 2 ครั้งใหญ่:
29 สิงหาคม 2558: เจ้าหน้าที่จู่โจมตรวจค้น "พูลอนันต์อพาร์ตเม้นต์" ย่านหนองจอก จับกุมนายอาเด็ม คาราดัก ภายในห้องพักเลขที่ 412 พร้อมหนังสือเดินทางปลอมกว่า 100 เล่ม และอุปกรณ์ประกอบระเบิดฝักแค ท่อแป๊ปเหล็ก
31 สิงหาคม 2558: กองกำลังบูรพาควบคุมตัวนายไมไรลี ยูซุฟู ชายผู้มีท่าทีพิรุธขณะพยายามหลบหนีข้ามชายแดนบริเวณบ้านดงงู อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งผลการตรวจลายนิ้วมือแฝงตรงกับถังบรรจุสารเคมีระเบิดในอพาร์ตเมนต์ย่านหนอกจอกอย่างดิ้นไม่หลุด
การขยายผลทางธุรกรรมการเงินและสถานที่พักยังนำไปสู่การออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการรายอื่นรวมถึง 13 คน เช่น น.ส.วรรณา สวนสัน, นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู และนายอิซาน บุคคลสำคัญที่เป็นแกนนำในการสั่งการ
ตราบาปที่ลบเลือนด้วยตราชู
แม้ร่างขบวนการร้ายจะถูกจองจำและรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกฎหมายไปแล้ว แต่ความสูญเสียของครอบครัวเหยื่อ 20 ชีวิตยังคงเป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย คำพิพากษาประหารชีวิตในวันนี้มิใช่การแก้แค้นด้วยโทสะ หากแต่เป็นการประกาศจุดยืนของสังคมไทยว่า
"ความรุนแรงและการก่อการร้ายไร้มนุษยธรรม จะไม่มีที่ยืนอย่างเด็ดขาดบนแผ่นดินนี้"
คดีราชประสงค์ในรอบทศวรรษนี้ทิ้งคำถามสำคัญให้เราต้องขบคิดร่วมกันว่า ระบบความมั่นคงและการคัดกรองบุคคลเข้าเมืองของเรามีประสิทธิภาพเพียงพอแล้วหรือยัง?
และในอนาคต สังคมไทยจะร่วมมือกันเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมใจกลางเมืองเช่นนี้ซ้ำสองได้อย่างไร
ภาพ ประกอบเนื้อหา : https://www.posttoday.com/politics/382523







