
รัฐบาลเตรียมการต้อนรับ ปธน.เวียดนามเยือนไทยเป็นทางการ ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์
โฆษกรัฐบาลเผย ประธานาธิบดีเวียดนามและภริยาเยือนไทยอย่างเป็นทางการประเทศแรกในอาเซียน วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569 เพื่อร่วมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ ยกระดับหุ้นส่วน2ชาติ
KEY
POINTS
- ประธานาธิบดีโต เลิม ของเวียดนาม พร้อมภริยา เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569
- การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ และเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม
- กำหนดการสำคัญประกอบด้วยการหารือข้อราชการ พิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี และการเปิดงานฟอรัมธุรกิจไทย-เวียดนาม
วันนี้ (27 พฤษภาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยนางโง เฟือง ลี ภริยา เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569 นับเป็นการเยือนประเทศไทยครั้งแรกของนายโต เลิม หลังเข้ารับตำแหน่ง และไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ผู้นำเวียดนามเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ
การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการค้า ผ่านยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 3 ด้าน ตลอดจนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระดับประชาชน
สำหรับกำหนดการวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีจะจัดพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และหารือข้อราชการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทุกมิติ จากนั้นผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ เปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ และแถลงข่าวร่วมกัน ณ ตึกสันติไมตรี
นอกจากนี้ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะร่วมเปิดงานฟอรัมธุรกิจไทย-เวียดนาม เพื่อให้ภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนามได้หารือกับผู้นำเวียดนามโดยตรง ก่อนที่นายกรัฐมนตรีและภริยาจะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและความไว้วางใจระดับสูง เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศรวมถึงภูมิภาคอาเซียนในอนาคต







