posttoday
เข้มสกัด "อีโบลา" ยกระดับ "กักตัวทันที" หลังพบผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงพุ่ง-ไม่ร่วมมือ

เข้มสกัด "อีโบลา" ยกระดับ "กักตัวทันที" หลังพบผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงพุ่ง-ไม่ร่วมมือ

27 พฤษภาคม 2569

สธ.ยกระดับมาตรการควบคุม "อีโบลา" ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงกักตัวทันที 21 วัน หลังพบมีบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือรายงานตัว-ไม่ได้พักโรงแรมตามที่แจ้งจริง

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวานนี้ (26 พฤษภาคม 2569) ว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา สายพันธุ์ Bundibugyo ในทวีปแอฟริกา ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) โดยปัจจุบันพบการระบาดหลักในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (มีผู้ป่วยสงสัย 867 ราย เสียชีวิต 214 ราย) และสาธารณรัฐยูกันดา (พบผู้ป่วยยืนยัน 5 ราย เสียชีวิต 1 ราย) แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่เนื่องจากโรคนี้มีความรุนแรงสูงและมีระยะฟักตัวนานถึง 21 วัน กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศให้ทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย เพื่อดำเนินมาตรการสกัดกั้นโรคอย่างเข้มงวด

 

นายแพทย์มณเฑียร กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกระดับมาตรการสำหรับผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากหรือผ่านประเทศที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้ง 2 ประเทศ

โดยปรับแนวทางเพื่อให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อนำไปดำเนินการ จาก “คุมไว้สังเกต” เป็นการแยกกักหรือกักกันผู้เดินทางเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน ดังนี้

 

  1. กรณีไม่มีอาการ ให้ “กักกัน” (Quarantine) ณ สถานที่ที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด
  2. กรณีมีอาการ ให้ “แยกกัก” (Isolation) ณ สถานพยาบาลของรัฐที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด

 

พร้อมทั้งเห็นชอบให้เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดให้ผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียว และให้กรมควบคุมโรคจัดเตรียมความพร้อมสถานที่กักกัน สำหรับผู้เดินทางที่เข้ามาประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป โดยกรมควบคุมโรคจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินมาตรการที่เหมาะสมเป็นระยะ

 

 

 

สาเหตุที่ต้องยกระดับมาตรการ

 

น.พ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า จากสถานการณ์โรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) และสาธารณรัฐยูกันดา มีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับมีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศนี้เข้ามามากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นไฟลท์ตรง จากประมาณ 5-7 รายต่อวัน เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 กว่ารายในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา และล่าสุดเข้ามา 19 รายในวันเดียว มาตรการก่อนหน้านี้เราให้ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง แต่ไม่มีความเสี่ยงไปสัมผัสโรคหรือมีอาการเจ็บป่วย จะใช้การคุมไว้สังเกตอาการ โดยให้รายงานตัวตลอดช่วง 21 วัน แต่จากจำนวนคนที่เข้ามามากขึ้น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามผู้เข้ามาตลอดได้ อีกทั้งผู้เดินทางมีการเปลี่ยนสถานที่พัก บางส่วนก็ไม่ให้ความร่วมมือ ทำให้เกิดภาระในการติดตาม อาจทำให้เกิดการหลุดได้ 

 

ด้าน นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องยกระดับมาตรการเนื่องจาก ไฟลท์ที่บินตรงมาจาก 2 ประเทศนี้ไม่มี จึงต้องเดินทางไปยังประเทศอื่นก่อนมาถึงไทย ซึ่งได้มีการแจ้งไปยังสายการบินที่มีผู้เดินทางที่มีต้นทางมาจาก 2 ประเทศนี้แล้ว โดยจะกำหนดให้ลงที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เดียว และเดินทางเข้าสู่ห้องกักกันทันที  

ส่วนผู้ที่เดินทางมาและติดตามยากนั้น นพ.ยงเจือกล่าวว่า ผู้เดินทางเข้ามามีประมาณ 100 ราย หลังเริ่มคุมไว้สังเกตประมาณ 4-5 วัน จะให้เดินทางไปโรงแรมเองและไปติดตาม แต่พบว่า "ไม่ได้ไปพักจริง"  วันก่อนจึงเพิ่มมาตรการขึ้น คือ จัดรถไปส่งที่โรงแรมเลย เพื่อให้มั่นใจว่าไปถึงจริง และพบปัญหาว่าโรงแรมรู้ว่าคือกลุ่มที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงจึงไม่ค่อยอยากจะรับกลุ่มนี้

จากปัญหาที่ผ่านมา รวมถึงดีอาร์คองโกและยูกันดามีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เห็นว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น จึงต้องดำเนินการมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมาตรการกักกัน ทำให้มั่นใจว่าผู้เดินทางที่มาถ้ามีอาการเกิดขึ้นจะอยู่ในสถานกักกันของเรา จะมีโอกาสแพร่เชื้อให้คนไทยน้อยมาก

ทั้งนี้  แม้องค์การอนามัยโลกจะไม่ได้แนะนำถึงมาตรการระดับนี้ แต่เพื่อลความเสี่ยงประชาชน เพราะหากมีโรคเกิดขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งเป็นโรคติดต่ออันตราย ความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจจะรุนแรงมาก มาตรการจึงต้องค่อนข้างเข้มงวด เนื่องจากปัจจุบันไม่มียารักษาเฉพาะและยังไม่มีวัคซีน โดยมีอัตราป่วยและตายประมาณ 24% 

 

โทษการฝ่าฝืนทั้งปรับและจำคุก

 

สำหรับผู้เดินทางที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีบทกำหนดโทษที่สำคัญ เช่น กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ที่สั่งให้แยกกักหรือกักกัน ตามมาตรา 34 (1) มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ตามมาตรา 51) กรณีฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่สั่งห้ามไม่ให้ออกจากสถานที่แยกกักหรือกักกัน ตามมาตรา 34 (7) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 52)


“ขอความร่วมมือผู้เดินทางทุกคนให้ข้อมูลประวัติการเดินทางตามความเป็นจริง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบการเฝ้าระวังของประเทศไทยที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และห้องปฏิบัติการระดับสูง” นายแพทย์มณเฑียร กล่าวในตอนท้าย

 

หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ข่าวล่าสุด

ดอยคำจดรับรองสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ใหม่ ดอยคำ 1 หนุนเกษตรกรรายได้ยั่งยืน

ดอยคำจดรับรองสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ใหม่ ดอยคำ 1 หนุนเกษตรกรรายได้ยั่งยืน