posttoday
ถอดพิมพ์เขียวเกมแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3พรรค ภูมิใจไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์

ถอดพิมพ์เขียวเกมแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3พรรค ภูมิใจไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์

27 พฤษภาคม 2569

เกมแก้รัฐธรรมนูญ: 3พรรค 3ทางเลือก สู่ทางออกหรือทางตัน?  เจาะลึกสูตร สสร. และเงื่อนไขหักเหลี่ยมเฉือนคมทางการเมือง

KEY

POINTS

  • เปรียบเทียบแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ 3 พรรคการเมือง พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย
  • ประเด็นหลักที่แตกต่างกันคือที่มาและจำนวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งสะท้อนจุดยืนและกลยุทธ์ของแต่ละพรรค
  • พรรคประชาชนเสนอให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด, พรรคภูมิใจไทยให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก, ส่วนพรรคเพื่อไทยใช้รูปแบบผสมผสานระหว่างการเลือกตั้งและคัดเลือกโดยรัฐสภา

เมื่อกฎหมายสูงสุดของประเทศกำลังถูกนำเข้าสู่แท่นพิมพ์เพื่อเขียนใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ คำถามสำคัญจึงมิใช่เพียงแค่ "จะแก้หรือไม่" หากแต่เป็น "จะแก้อย่างไร" เพื่อให้ได้กติกาที่โอบรับเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง

การขยับขับเคลื่อนของ 3 พรรคการเมืองหลักในขณะนี้ เสมือนการเปิดฉากหมากรุกกระดานใหญ่ที่เดิมพันด้วยโครงสร้างอำนาจของประเทศ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกเสนอขึ้นมาไม่เพียงแต่สะท้อนถึงอุดมการณ์ที่แตกต่าง แต่ยังเผยให้เห็นถึง "กลยุทธ์" และ "การประเมินความเสี่ยง" ของแต่ละขั้วอำนาจ การทำความเข้าใจรายละเอียดเชิงลึกของร่างกฎหมายเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการชี้วัดว่า ประเทศไทยกำลังจะเดินหน้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือจะติดหล่มอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเช่นเดิม

เมื่อพิจารณาในประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ "ที่มาและจำนวนของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)" เราจะเห็นภาพสะท้อนของความคิด 3 รูปแบบอย่างชัดเจน

เริ่มจาก พรรคประชาชน ที่ชูธงนำด้วยหลักการประชาธิปไตยอย่างสุดซอย เสนอให้มี สสร. จำนวน 150 คน (มีสองแนวทางคือ เลือกตั้งตรง 150 คน หรือเลือกมา 300 คนแล้วคัดเหลือ 150 คน) โดยเน้นย้ำว่า สสร. ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้งทางตรงของประชาชน ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศแบบบัญชีรายชื่อ จากนั้นจึงส่งให้รัฐสภาทำหน้าที่เพียง "รับรองผล" เพื่อเคลียร์ปมข้อกฎหมาย กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นความยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชนในระดับสูงสุด

ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทย เลือกเดินบนเส้นทางแห่งการประนีประนอมเพื่อความปลอดภัย เสนอ สสร. จำนวน 100 คน โดยมาจากตัวแทนจังหวัด 77 จังหวัด และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน ทว่า "ตัดกระบวนการเลือกตั้งทางตรงของประชาชนออกไป" โดยให้ผู้สนใจสมัครเข้ามา แล้วให้รัฐสภา (ซึ่งจัดสรรตามสัดส่วน ส.ส. ของแต่ละพรรค) เป็นผู้คัดเลือกขั้นสุดท้าย หวังลดความเสี่ยงจากการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เหลือน้อยที่สุด

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย เลือกที่จะเดินบนทางสายกลางแบบผสมผสาน เสนอ สสร. จำนวน 152 คน โดยให้ประชาชนเลือกตั้งตัวแทนจังหวัดรอบแรกมาก่อน 300 คน แล้วให้รัฐสภาคัดให้เหลือ 100 คน ส่วนอีก 52 คน มาจากการเสนอชื่อของคณะรัฐมนตรีและองค์กรวิชาชีพต่างๆ ก่อนให้รัฐสภาเคาะเลือกเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นการบาลานซ์ระหว่างเสียงประชาชนกับกลไกของรัฐสภาเดิม

มุมมองเปรียบเทียบ: ความแตกต่างในโครงสร้างของ สสร. และกลไกการลงมติ คือภาพสะท้อนของการจัดสรรดุลอำนาจระหว่าง "อำนาจเก่า" และ "อำนาจใหม่" ในสังคมไทย

นอกจากที่มาของ สสร. แล้ว "เงื่อนไขการลงมติเห็นชอบในรัฐสภา" ยังเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิหักเหลี่ยมที่สำคัญยิ่ง:

ถอดพิมพ์เขียวเกมแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3พรรค ภูมิใจไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์

จากตารางจะเห็นได้ว่า พรรคภูมิใจไทยตั้งเงื่อนไขเข้มงวดที่สุด โดยต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องมีเสียง สว. เห็นชอบ 1 ใน 4 ร่วมกับเสียงฝ่ายค้านอีก 20% เพื่อเป็นหลักประกันเชิงยุทธศาสตร์ให้ สว. ยอมเปิดประตูบานแรก ในขณะที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ต่างยึดหลักการเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาโดยให้เสียงของ ส.ส. และ สว. มีค่าเท่ากัน โดยพรรคประชาชนยืนกรานว่าอำนาจไม่ควรยึดโยงกับที่มาของ สว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชน

บทสรุปพิมพ์เขียวเกมแก้ร่างรัฐธรรมนูญ จาก3พรรคการเมือง ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขหรือถ้อยคำในตัวบทกฎหมาย หากแต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทย ว่าเราพร้อมแค่ไหนที่จะก้าวข้ามความหวาดระแวง แล้วหันมาสร้างกติกาสูงสุดที่ตั้งอยู่บนฐานความยินยอมพร้อมใจร่วมกัน

หรือสุดท้ายแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญเหล่านี้จะกลายเป็นเพียงบันทึกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่า เรายังคงติดอยู่ในเขาวงกตทางการเมืองที่ไม่มีวันหาทางออกเจอ?

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน