
ความจริงที่ต้องจ่าย!โพลล์ทุจริตเขย่ารัฐบาล:ขู่ฟ้องเอกชนทำลายเชื่อมั่น
เงินใต้โต๊ะยังคงกัดกินประเทศ!แต่เมื่อผลสำรวจชี้เป้ากระบวนการยุติธรรม ท่าทีจากผู้นำรัฐบาลและบิ๊กสีกากีที่ดาหน้าขู่ฟ้องกลับ กำลังฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยสู่ความมืดดำ
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยผลสำรวจที่ชี้ว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะตำรวจ ยังคงรุนแรง
- รัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่ถูกพาดพิงมีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยความไม่พอใจ และขู่ว่าจะดำเนินคดีฟ้องร้องผู้จัดทำโพลล์ในข้อหาทำลายความน่าเชื่อถือ
- ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าเป็นการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) ซึ่งทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเป็นอุปสรรคต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
ทุจริตโพล: ภาพสะท้อนวิกฤตความจริง
เมื่อผลสำรวจสินบนกลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งระหว่างรัฐและเอกชน
ทุจริตคือมะเร็งร้ายกัดกินสังคมไทย ทว่าเมื่อความจริงจากปากผู้ประกอบการถูกเปิดเผยผ่านผลสำรวจสินบน เสียงเรียกร้องให้แก้ไขกลับถูกกลบด้วยเสียงขู่ฟ้องปิดปากจากผู้มีอำนาจรัฐ
ชนวนเหตุปะทะ: เมื่อ ‘โพลความจริง’ เขย่าเก้าอี้ผู้มีอำนาจ
ชนวนเหตุของความขัดแย้งอันร้อนแรงในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจเวลานี้ เริ่มต้นขึ้นจากการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีม.หอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ผลการศึกษาเชิงสถิตินี้ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า หน่วยงานราชการหลายแห่งกำลังเผชิญวิกฤตการณ์ทุจริตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและบังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจจราจร ตำรวจทางหลวง และตำรวจท้องที่ ซึ่งติดอันดับสูงสุดทั้งในแง่ของความถี่ในการเรียกรับและจำนวนเม็ดเงินสินบน
กระบวนการทำโพลชิ้นนี้ได้รับการรับรองจากนักวิชาการว่าเป็นไปตามหลักระเบียบวิธีวิจัยสากลอย่างเคร่งครัด มิใช่เพียงการตั้งคำถามลอยๆ ผ่านระบบออนไลน์หรือกูเกิลฟอร์ม (Google Form) หากแต่เป็นการลงพื้นที่สนทนาแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face) เพื่อเก็บข้อมูลและสอบถามประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการในภาคธุรกิจจริง ว่าเคยต้องจำนนต่อการจ่ายสินบนให้แก่หน่วยงานใด รูปแบบใด และเป็นจำนวนเท่าใด ข้อมูลที่หลั่งไหลออกมาจึงเป็นความจริงอันเจ็บปวดที่ภาคเอกชนต้องแบกรับมาโดยตลอด
แทนที่จะนำข้อมูลดิบอันทรงคุณค่านี้ไปใช้เป็นกุญแจไขปัญหาและปรับปรุงโครงสร้างการทำงาน หน่วยงานของรัฐและฝ่ายการเมืองกลับมีท่าทีตอบโต้ด้วยความเกรี้ยวกราด กรมควบคุมมลพิษรวมถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยบางหน่วยงานถึงกับขู่ที่จะดำเนินคดีฟ้องร้องคณะผู้ทำโพลกลับ พร้อมทั้งพยายามตั้งคำถามดิสเครดิตถึงที่มาของข้อมูลและกระบวนการสำรวจ
ท่าทีดังกล่าวลุกลามไปถึงระดับบริหาร เมื่อรัฐมนตรีบางกระทรวงระบุว่าหน่วยงานในกำกับดูแลของตนได้รับความเสียหายและพร้อมจะฟ้องกลับ ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเองก็ดูเหมือนจะเปิดไฟเขียวโดยการสำทับว่า หากข้อมูลใดไม่ถูกต้องก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ปฏิกิริยาเช่นนี้สร้างความกังวลให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่งว่า กำลังจะนำไปสู่ภาวะ "การฟ้องคดีปิดปาก" หรือสแลป (SLAPP - Strategic Lawsuit Against Public Participation) ซึ่งจะส่งผลให้การตรวจสอบและการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐในอนาคตกลายเป็นสิ่งต้องห้ามและทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
ภาพสะท้อนความย้อนแย้ง และราคาจ่ายทางเศรษฐกิจ
หากวิเคราะห์ลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง สถานการณ์นี้สะท้อนถึง "ความย้อนแย้ง" อันน่าขันของรัฐบาล ในแง่หนึ่ง ฝ่ายการเมืองมักจะเชิญผู้แทนจาก กกร. เข้าไปนั่งในตึกไทยคู่ฟ้า ร่วมประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ทางเศรษฐกิจ และพร่ำบอกว่าต้องการรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความโปร่งใส แต่เมื่อภาคเอกชนสะท้อนปัญหาสินบนที่เป็นอุปสรรคจริงผ่านกระบวนการทางวิชาการ ฝ่ายการเมืองกลับปฏิเสธที่จะยอมรับ และมองว่าเป็นเรื่องที่ "ไม่เข้าหู" จนต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าข่มขู่
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.จากพรรคเดียวกัน ได้ให้ทัศนะต่อประเด็นนี้ว่า การขู่ฟ้องร้องเอกชนและนักวิชาการเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะไม่มีนักลงทุนรายใดอยากเอาเงินมาเสี่ยงในประเทศที่รัฐพยายามปกปิดแผลเป็นของตนเองด้วยการปิดปากผู้พูดความจริง
ผลกระทบสำคัญจากปฏิกิริยาของรัฐต่อโพลทุจริต
1. ทำลายความเชื่อมั่น: นักลงทุนต่างชาติขาดความมั่นใจในระบบธรรมาภิบาลของประเทศ
2. เกิดภาวะสแลป (SLAPP): สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการตรวจสอบภาคประชาชน
3. ขัดขวางมาตรฐานสากล: เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก OECD
ยิ่งไปกว่านั้น การตอบโต้โพลทุจริตด้วยการขู่ฟ้อง ยังถือเป็นสัญญาณลบที่ฉุดรั้งประเทศไทยไม่ให้สามารถก้าวไปสู่มาตรฐานการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะความพยายามในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพราะหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาที่สำคัญที่สุดคือความตั้งใจจริงและความโปร่งใสในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน มิใช่การปราบปรามผู้เปิดเผยข้อมูลทุจริต
บทสรุป: ก้าวข้ามมายาภาพ สู่การกวาดล้างที่แท้จริง
วิกฤตการณ์ในครั้งนี้คือการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง "ข้อมูลจากประสบการณ์จริงของภาคธุรกิจ" กับ "การรักษาภาพลักษณ์อันเปลือกนอกของหน่วยงานรัฐ" ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ประชาชนและผู้ประกอบการกว่า 63 เปอร์เซ็นต์ ต่างลงความเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด กลับกำลังถูกแก้ไขด้วยวิถีทางที่บิดเบี้ยว นั่นคือการกดดันและข่มขู่ผู้ให้ข้อมูล
รัฐบาลและหน่วยงานราชการพึงระลึกว่า มายาภาพแห่งความสะอาดบริสุทธิ์ที่สร้างขึ้นจากการปิดปากผู้อื่น ไม่เคยหลอกลวงสายตาของโลกและประชาชนได้จริง ทางออกเดียวที่สง่างามและจะช่วยยกระดับคะแนนความนิยมของรัฐบาลได้อย่างยั่งยืน คือการเปลี่ยนท่าทีจากการ "ตั้งแง่ฟ้องร้อง" มาเป็น "เปิดใจร่วมมือ" กับภาคเอกชน เพื่อร่วมกันอุดรอยรั่วและกวาดล้างช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการคอร์รัปชัน
คำถามที่สังคมไทยต้องคิดต่อร่วมกันในวันนี้ก็คือ เราจะเลือกอยู่ในประเทศที่เยียวยาบาดแผลด้วยการรักษาโรค หรือจะเลือกอยู่ในประเทศที่แสร้งว่าไม่มีโรค... แล้วปล่อยให้ร่างกายผุกร่อนจนเกินเยียวยา?







