
ป.ป.ช.วิกฤตศรัทธา: รอยร้าวภายในลึกสุดหยั่ง เจาะลึกปม2มาตรฐานการเมือง
ยามที่ตาชั่งแห่งความยุติธรรมเริ่มเอนเอียงด้วยแรงลมแห่งผลประโยชน์ เสียงร่ำไห้ของความซื่อสัตย์สุจริตย่อมดังก้องในใจประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง
KEY
POINTS
- ป.ป.ช. เผชิญวิกฤตศรัทธาจากสังคมกรณีการพิจารณาคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ถูกมองว่ามีสองมาตรฐาน จนนำไปสู่การยื่นตรวจสอบโดยรัฐสภา
- องค์กรเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง สะท้อนจากการลาออกของเลขาธิการ ความเห็นที่ไม่ลงรอยของคณะกรรมการ และการโยกย้ายข้าราชการครั้งใหญ่
- มีข้อกล่าวหาเรื่องกลุ่มอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซงการทำงาน ทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายและชี้นำคดีสำคัญ ทำให้ความเป็นองค์กรอิสระถูกตั้งคำถาม
ท่ามกลางมรสุมการเมืองที่เชี่ยวกราก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เคยได้รับการยกย่องให้เป็น "กำแพงเหล็ก" บุโรทั่งในการพิทักษ์แผ่นดินจากการทุจริต กลับกำลังเผชิญวิกฤตการณ์ที่ง่อนแง่นและสั่นคลอนอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
สิ่งที่น่าหวั่นเกรงในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่แรงเสียดทานจากภายนอก หากแต่เป็น "รอยร้าวภายใน" ที่หยั่งรากลึกจนนำไปสู่ความพังทลายของศรัทธาในสายตาประชาชน นำมาซึ่งคำถามสำคัญว่า องค์กรอิสระแห่งนี้ยังคงเป็นหลักศิลาที่พึ่งพิงได้ หรือกลายเป็นเพียงเครื่องมือกลั่นกรองทางการเมืองที่เลือกปฏิบัติแบบ "สองมาตรฐาน" ไปเสียแล้ว
ชนวนเหตุสำคัญที่จุดชนวนให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใส เกิดขึ้นจากการพิจารณาคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยไปแล้ว ทว่าในส่วนของ ป.ป.ช. กลับมีพฤติการณ์ที่สังคมมองว่า "ลับๆ ล่อๆ" โดยมีการลงมติยกคำร้องในคดีสำคัญถึง 2 เรื่อง คือ คดีซุกหุ้นและคดีขัดกันแห่งผลประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช. ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากไม่ได้แจ้งรายละเอียดแห่งคำวินิจฉัยให้แก่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้ร้องเรียนได้รับทราบอย่างกระจ่างชัด
พฤติการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พรรคฝ่ายค้านและพรรคประชาชน ร่วมกันรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมจำนวน 140 รายชื่อ เพื่อยื่นตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือไม่ โดยฝ่ายค้านระบุว่ามีหลักฐานเชิงประจักษ์เป็น "จดหมายเวียน" ที่แสดงถึงการเอื้อประโยชน์ในโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่ง ป.ป.ช. ควรนำมาใช้เป็นข้อเท็จจริงใหม่ในการพิจารณาทบทวนคดี
รายนามคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน
1. นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข (ประธานกรรมการ)
2. นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ
3. นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์
4. นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง
5. นายประภาศ คงเอียด
6. นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง
7. นายสุชาติ สุนทรีเกษม
8. นายมนูภาน ยศธแสนย์
หากมองย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่ผ่านมา ความระส่ำระสายภายใน ป.ป.ช. เริ่มปรากฏเด่นชัดจากเหตุการณ์การลาออกของเลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 ซึ่งเป็นการสละเก้าอี้ก่อนจะเกษียณอายุราชการเพียงปีเดียว วงในต่างมองว่านี่คือ "การแสดงสปิริต" หรือความอึดอัดใจอย่างที่สุดต่อมติของที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีการลงมติยกคำร้องในคดีการเมืองสำคัญอย่างต่อเนื่องในวันที่ 8 และ 29 กันยายน 2566
ความขัดแย้งภายในบานปลายจนเกิดภาพ "ป.ป.ช. แตก" โดยในการประชุมหารือเพื่อทบทวนมติคดีของนายศักดิ์สยาม มีรายงานว่ามี3กรรมการ จากทั้งหมด 8 กรรมการ ที่เห็นควรให้หยิบยกคดีดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาใหม่เพื่อคลายข้อสงสัยของสาธารณชน แต่เสียงส่วนใหญ่กลับไม่โอนอ่อนตาม
สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อมีการประกาศโยกย้ายข้าราชการครั้งระเบิดระเบ้อครั้งใหญ่ถึง 1,093-1,094 ตำแหน่ง แม้ฝ่ายบริหารจะอ้างเหตุผลเรื่องความโปร่งใสและการเร่งรัดคดีที่ค้างคาอยู่กว่า 3,000 คดี แต่กลับสร้างความระส่ำระสายอย่างหนัก จนข้าราชการจำนวนมากรวมตัวกันฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอรับการคุ้มครองชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้น สปอตไลต์ยังสาดส่องไปยังกลุ่มอำนาจมืดนอกเหนือระบบที่ถูกเรียกขานว่า "2 ต. 1 อ."
โดยเฉพาะตัวละครสำคัญอย่าง "นายต้น 107" ผู้ช่วยกรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกระบุว่ามีอำนาจเหนือเลขาธิการ เป็นผู้วางโผโยกย้ายและเข้าไปคุมกลไกในคณะอนุกรรมการชุดสำคัญ ทั้งด้านคดีการเมือง คดีความมั่นคง และคดีเศรษฐกิจ อันเป็นการวางหมากเพื่อกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการชี้เป็นชี้ตายคดีทุจริตทั่วประเทศ
วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นในวันนี้ กำลังทำให้ ป.ป.ช. สูญเสีย "กำแพงเหล็ก" ซึ่งก็คือพลังภาคประชาชนที่เคยเป็นเกราะคุ้มกันภัยให้แก่องค์กรอย่างสิ้นเชิง หากผู้ดำรงตำแหน่งในตราชูแห่งนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ความโปร่งใส และฟื้นฟูความเชื่อมั่นผ่านการตรวจสอบที่เที่ยงตรงและเป็นธรรมได้ องค์กรที่สร้างขึ้นมาเพื่อปราบโกงนี้ย่อมจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
สุดท้ายนี้ สังคมไทยคงต้องร่วมกันตั้งคำถามและทบทวนอย่างจริงจังว่า เราจะปล่อยให้กลไกปราบปรามการทุจริตของชาติพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา หรือถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบผู้ตรวจสอบ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมที่จับต้องได้ให้กลับคืนสู่สังคม?







