
อนุทินสางจบใน1ปีหลังยกเลิก MOU44 ใช้กฎหมายUNCLOS ย้ำอธิปไตยเกาะกูดของไทย
รัฐบาลไทยแจ้งกัมพูชายกเลิก MOU 2544 หลังไร้ผลคืบหน้ากว่า 2 ทศวรรษ "อนุทิน" ย้ำชัดอธิปไตยเกาะกูดเป็นของไทย เตรียมใช้กลไก UNCLOS สากลเจรจาคาดได้ข้อสรุปภายใน 1 ปี
KEY
POINTS
- รัฐบาลไทยแจ้งยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 กับกัมพูชา และจะเปลี่ยนมาใช้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อน
- นายอนุทินยืนยันอธิปไตยของไทยเหนือเกาะกูดอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าจะไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนใดลากผ่านเกาะ และไทยจะไม่สูญเสียดินแดน
- ตั้งเป้าหมายคลี่คลายปัญหาเขตไหล่ทวีปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ผ่านกระบวนการคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับตามหลักกฎหมายสากล
แจ้งยกเลิก MOU 2544 อย่างเป็นทางการต่อกัมพูชา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ณ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยระบุว่ารัฐบาลไทยได้แจ้งเจตจำนงในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2544 อย่างเป็นทางการ เนื่องจากกรอบความร่วมมือดังกล่าวไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี ซึ่งทางรัฐบาลกัมพูชาได้รับทราบเจตจำนงนี้เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
ปรับเปลี่ยนกรอบเจรจาสู่กฎหมายสากล UNCLOS
จากการหารือ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้กรอบ MOU 2544 มาเป็นกลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS) เพื่อให้การเจรจาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็นไปตามมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
ประกาศย้ำอธิปไตยเหนือเกาะกูดเป็นของไทย
นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่า เมื่อการยกเลิก MOU 2544 มีผลสมบูรณ์ จะไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนใดที่ลากผ่านเกาะกูดจนนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัย พร้อมทั้งยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "เกาะกูดเป็นของประเทศไทย" และจะไม่มีการสูญเสียอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าวอย่างแน่นอน
วางโรดแมปการเจรจาและกระบวนการประนอมภาคบังคับ
ในอนาคตจะมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation Commission) เพื่อหาข้อสรุปเรื่องเขตไหล่ทวีปภายใต้หลัก UNCLOS โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 ปี ทั้งนี้จะยึดถือความโปร่งใสและผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ ผ่านการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ
รื้อฟื้นกลไกความมั่นคงชายแดนและคณะกรรมการร่วม
รัฐบาลมีแผนรื้อฟื้นกลไกการหารือในระดับปฏิบัติการ รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (GBC) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในพื้นที่ชายแดนให้มั่นคง ควบคู่ไปกับการเจรจาระดับรัฐมนตรีเพื่อลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากกระแสชาตินิยม
มุมมองเชิงวิชาการและการรับมือข้อมูลบิดเบือน
นักวิชาการประเมินว่าการมีบุคคลที่สามหรือองค์กรระหว่างประเทศร่วมให้แนวทาง (Guideline) ตามหลักสากล จะช่วยให้การขีดเส้นแบ่งเขตแดนมีความเป็นธรรมและอธิบายต่อประชาชนได้ง่ายกว่าการเจรจาลำพัง ขณะที่นายอนุทินขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างมีสติและมั่นใจในการตัดสินใจของรัฐบาลเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติสืบไป







