
พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านวัดดวงรัฐบาลอนุทินส่อขัดรัฐธรรมนูญหรือทำเพื่อชาติ
ปมร้อนรัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินสี่แสนล้านบาทเผชิญแรงต้านหนักจากฝ่ายค้านจ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความความจำเป็นเร่งด่วนหวั่นซ้ำรอยกู้มาแจกจนสร้างหนี้สาธารณะก้อนโต
KEY
POINTS
- รัฐบาลอนุทินเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน
- ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าการออก พ.ร.ก. อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 เนื่องจากสถานการณ์ไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน และเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ จึงเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
- ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ชะตาเสถียรภาพของรัฐบาล หาก พ.ร.ก. ถูกตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่การลาออกหรือยุบสภา
ชนวนเหตุปมร้อน: รัฐบาลอนุทินเดินหน้ากู้ 400,000 ล้านบาท
คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สร้างความสั่นสะเทือนทางการเมืองด้วยการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นในการประคองเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางที่ขยายตัววงกว้าง ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทรุนแรงถึงความเหมาะสมในการใช้อำนาจพิเศษทางการเงินในลักษณะนี้
ข้อกังขาความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172
ประเด็นหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือการออก พ.ร.ก. ดังกล่าว เข้าข่ายเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งระบุว่าต้องเป็นกรณี "ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้" เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลยันงบปกติไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ฝ่ายค้านโต้แย้งว่าเศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นวิกฤตจน GDP ติดลบเหมือนในอดีต จึงควรออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตามกลไกปกติมากกว่า
วิพากษ์งบประมาณสอดไส้: เยียวยาพ่วงปรับโครงสร้าง
โครงสร้างเงินกู้ถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่ากัน คือ 200,000 ล้านบาทสำหรับมาตรการเยียวยา "ไทยช่วยไทย Plus" และอีก 200,000 ล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน (Transformation) จุดนี้เองที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน มองว่าการปรับโครงสร้างไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า และการใช้ พ.ร.ก. เป็นเพียงข้ออ้างในการ "หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ" จากสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ไม่สามารถตั้งกรรมาธิการตรวจสอบรายละเอียดรายโครงการได้
แรงกดดันจากฝ่ายค้านและข้อเสนอจากแบงก์ชาติ
พรรคประชาธิปัตย์และภาคสังคม ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการกู้เงินมาเพื่อ "แจก" ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนี้สาธารณะในระยะยาวแก่คนรุ่นหลัง สอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่ย้ำว่า รัฐบาลควรเน้นการลงทุนเพื่อสร้างรายได้มากกว่าการเยียวยาเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบว่ารัฐบาลมีทางเลือกอื่น เช่น การโอนงบประมาณหรือการออก พ.ร.บ. งบกลางปี แต่กลับเลือกวิธีที่ตรวจสอบยากที่สุด
ปฏิบัติการยื่นศาลรัฐธรรมนูญสกัด "ตีเช็คเปล่า"
นายกรณ์ จาติกวณิช จากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศเป็นแกนนำรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้ครบ 1 ใน 5 หรือประมาณ 100 คน เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยอยู่ระหว่างการประสานงานกับพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ รวมถึงพรรคกล้าธรรม เพื่อร่วมกันหยุดยั้งสิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่าการ "ตีเช็คเปล่า" โดยไม่มีรายละเอียดโครงการที่ชัดเจนเพียงพอ
เดิมพันสูง: เสถียรภาพรัฐบาลบนเส้นด้าย
หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะถือเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลนายอนุทิน ตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง รัฐบาลอาจต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือยุบสภา เนื่องจาก พ.ร.ก. ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่เป็นนโยบายหลักของคณะรัฐมนตรี การถูกตีตกไปจึงเท่ากับรัฐบาลสูญเสียความเชื่อมั่นในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างสิ้นเชิง







