
สังคมกังขา ป.ป.ช.สปีดคดีสุภาเฉียดขาดอายุความ1วันทำสำนวน14ปี364วัน
ป.ป.ช. ส่งสำนวนคดีสุภาก่อนขาดอายุความไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังใช้เวลาทำสำนวนนานถึง 14 ปี 364 วัน จากอายุความ 15 ปีเต็ม สังคมกังขาการทำงานข้าราชการระดับสูง
KEY
POINTS
- ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามหลังใช้เวลาทำสำนวนคดีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ กับพวก นานถึง 14 ปี 364 วัน ก่อนส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาเพียง 1 วันก่อนคดีจะหมดอายุความ 15 ปี
- คดีดังกล่าวเป็นการฟ้องนางสาวสุภาและอดีตผู้บริหารกรมสรรพากรรวม 3 ราย ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทำให้รัฐเสียหายกว่า 1.79 หมื่นล้านบาท
- อัยการต้องเร่งพิจารณาสำนวนที่ได้รับมาอย่างกระชั้นชิดนานกว่า 20 ชั่วโมง และสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันเวลาก่อนคดีจะขาดอายุความเพียงไม่กี่ชั่วโมง
จุดเริ่มต้นคดีประวัติศาสตร์ 1.79 หมื่นล้านบาท
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ให้กรมสรรพากรแพ้คดีในการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อรัฐสูงถึง 17,900 ล้านบาท แต่กลับไม่มีการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว จนนำมาสู่การตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง
3บิ๊กข้าราชการตกเป็นจำเลย
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 โดยพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 3 ราย ประกอบด้วย
- นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง
- นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร
- นายสุทธิชัย สังขมณี อดีตสรรพากรภาค 3
เปิดข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
จำเลยทั้ง 3 ราย ถูกฟ้องในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากร กระทำการโดยทุจริตหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษี และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เนื่องจากไม่พิจารณาอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ ทำให้รัฐไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรเข้าคลังแผ่นดินได้ และไม่รักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ
ป.ป.ช. ดึงคดีนาน 14 ปี 364 วัน
ความน่าสนใจในเชิงกระบวนการยุติธรรมของคดีนี้ คือการบริหารจัดการเวลาของ ป.ป.ช. ที่ใช้เวลาทำสำนวนคดีนี้ยาวนานถึง 14 ปี กับอีก 364 วัน จากอายุความทั้งหมด 15 ปี โดยเพิ่งส่งสำนวนให้แก่อัยการสูงสุดก่อนที่คดีจะขาดอายุความไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความฮือฮาและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากจำเลยเคยมีตำแหน่งเป็นถึงกรรมการ ป.ป.ช.
ย้อนรอยข้อเท็จจริงและปมขัดแย้งทางกฎหมาย
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กว่า แม้ในปี 2533 ศาลภาษีอากรกลางจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมิน โดยมองว่าบุตรทั้งสองเป็นเพียงตัวแทน (นอมินี) ของนายทักษิณ ชินวัตร แต่นิติกรและอัยการในขณะนั้นเห็นว่าควรต้องอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 61
ทว่า น.ส.สุภา กลับลงนามรับทราบการไม่อุทธรณ์เมื่อวันที่2 พฤษภาคม 2554 และสั่งให้ไปไล่เบี้ยภาษีกับนายทักษิณแทน ทำให้คดีของบุตรทั้งสองถึงที่สุดทันที แม้ต่อมาในปี 2568 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้รัฐชนะคดีของนายทักษิณ แต่ปัจจุบันกลับบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษเท่านั้น
เปิดมติ ป.ป.ช. และฐานความผิดเชิงประจักษ์
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา ใน 3 ประเด็นหลัก คือ
- การฝ่าฝืนระเบียบ ว 44 ที่บังคับให้ต้องอุทธรณ์คดีมูลค่าสูงเพื่อรักษาประโยชน์รัฐ
- การละเลยมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากรในการสู้คดี
- การสร้างความเสียหายเชิงประจักษ์ต่อรัฐจากการสูญเสียสิทธิเรียกเก็บภาษี
การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154และมาตรา157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต และผิดวินัยร้ายแรงฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
อัยการสปีด 20 ชั่วโมงยื่นฟ้องทันเวลา
หลังจากได้รับสำนวนในเวลาที่กระชั้นชิด อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยมีการประชุมต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ชั่วโมงเพื่อตรวจสำนวน และใช้เทคนิคทางกฎหมายยื่นฟ้องโดยไม่ต้องนำตัวนางสาวสุภา (จำเลยที่ 1) มาศาล เนื่องจากอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 จากคดีอื่นอยู่แล้ว ส่งผลให้ศาลประทับรับฟ้องได้ทันเวลาก่อนปิดทำการเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ศาลนัดสอบคำให้การ 30 มิถุนายนนี้
ความคืบหน้าล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้ดำเนินการสอบถามจำเลยที่ 2 และ 3 ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังในคดีอื่น และจำเลยที่ 3 มาศาล โดยทั้งสองแถลงประสงค์ต่อสู้คดีแต่ยังไม่มีทนายความ ส่วนจำเลยที่ 1 ศาลจะทำหนังสือส่งตัวมาสอบคำให้การต่อไป โดยศาลได้มีคำสั่งเลื่อนไปนัดสอบคำให้การจำเลยทั้ง 3 ราย ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. นอกจากนี้อัยการเตรียมแจ้งสิทธิ์ให้กรมสรรพากรเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญานี้ด้วย







