
นิติสงครามพิฆาตส้มถึงศาลฎีกาชงสอบป.ป.ช.ส่อสองมาตรฐานตัดสิทธิ์44สส.
นิติสงครามเดือด สส.และสว.ผนึกกำลังยื่นประธานสภาส่งศาลฎีกาตั้งกรรมการไต่สวนป.ป.ช.ชี้จงใจใช้ดุลพินิจสองมาตรฐานเซาะกร่อนบ่อนทำลายศรัทธาประชาชนและจงใจขุดรากถอนโคนพรรคส้ม
KEY
POINTS
- สส. และ สว. เตรียมเข้าชื่อยื่นประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. กรณีถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมสองมาตรฐานในการดำเนินคดีจริยธรรมร้ายแรงกับ 44 สส. พรรคก้าวไกล
- การเคลื่อนไหวของ ป.ป.ช. ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "นิติสงคราม" ที่ใช้กฎหมายและองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือเพื่อสกัดกั้นและทำลายพรรคก้าวไกลอย่างเป็นระบบ
- กระบวนการตรวจสอบ ป.ป.ช. อาจเผชิญอุปสรรคจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ที่ให้อำนาจดุลพินิจแก่ประธานรัฐสภาในการส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถอดรหัสนิติสงคราม: กลไกมรดกคณะรัฐประหารลดทอนอำนาจประชาชน
"นิติสงคราม" ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ถูกนิยามว่าเป็นกระบวนการเชิงกฎหมายที่ใช้เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบอบการเมืองที่เป็นมรดกมาจากการรัฐประหาร
โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุชัดเจนว่า กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนอำนาจของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง และพยายามดึงอำนาจบริหารและนิติบัญญัติกลับไปไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำเพียงกลุ่มเดียว ผ่านการตีความข้อกฎหมายและใช้องค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมือง
เปิดข้อกังขาบทบาทองค์กรอิสระ: ปรากฏการณ์สองมาตรฐานฟอกขาว
กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระกำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนักว่ากลายเป็นเครื่องมือหลักในนิติสงครามหรือไม่ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถูกวิจารณ์ว่ามีมาตรฐานที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
- กรณี สส. 44 คน ของพรรคก้าวไกล (เดิม): ถูกไต่สวนดำเนินคดีจริยธรรมร้ายแรงอย่างรวดเร็ว
- กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ: ป.ป.ช. ถูกวิจารณ์ว่าทำหน้าที่เป็น "องค์กรฟอกขาว" ไม่ยึดตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดสภาวะ "เซาะกร่อนบ่อนทำลาย" ความเชื่อถือและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อองค์กรอิสระอย่างรุนแรง
ยุทธวิธีพิฆาตส้ม: เด็ดดอกไม้ริดกิ่งก้านตัดสิทธิ์ผู้นำพรรค 3 รุ่น
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธี "ขุดรากถอนโคน" เพื่อสกัดกั้นการเติบโตของพรรคการเมืองตระกูลส้มอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล รวมถึงการตัดสิทธิ์ทางการเมืองต่อผู้นำพรรคมาแล้วถึง 3 รุ่น ได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน ล่าสุดคือการใช้ข้ออ้างเรื่องจริยธรรมร้ายแรงเพื่อดำเนินคดีกับ สส. อีก 44 คน ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตในอนาคตอันใกล้
เปิดขั้นตอนตามกฎหมาย: สส.-สว. เข้าชื่อ 1 ใน 5 ร้องประธานศาลฎีกา
เพื่อเป็นการตอบโต้กระบวนการนิติสงคราม สส. และ สว. บางส่วนได้เริ่มรวบรวมรายชื่อตามช่องทางรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
[สส. และ สว. ร่วมลงชื่อ 1 ใน 5 ของสองสภา] ──> [ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา] ──> [ประธานรัฐสภาส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา] ──> [ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง]
กระบวนการนี้เป็นช่องทางเดียวตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและเอาผิดคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่
กับดักมาตรา 236: ปัญหาดุลพินิจประธานสภาและเครือข่ายการเมือง
แม้จะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ครบตามเกณฑ์ แต่การขับเคลื่อนเพื่อเอาผิด ป.ป.ช. ยังมีข้อสังเกตและอุปสรรคสำคัญจากข้อบทในรัฐธรรมนูญ มาตรา 236
- ช่องโหว่ดุลพินิจ: มาตราดังกล่าวถูกตีความว่าให้ดุลพินิจแก่ประธานสภาในการพิจารณาว่าจะ "ส่งหรือไม่ส่ง" เรื่องไปยังประธานศาลฎีกา
- ความเชื่อมโยงทางการเมือง: เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงพื้นที่หรือเครือข่ายระหว่างประธานสภากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีที่ ป.ป.ช. เคยมีมติไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจระงับการส่งเรื่อง ทำให้กระบวนการตรวจสอบยุติลงทันทีโดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย
ข้อเสนอผ่าทางตัน: ชงแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อกกระบวนการยุติธรรม
จากข้อจำกัดและปัญหาดุลพินิจของประธานสภาตามมาตรา 236 จึงเริ่มมีแนวคิดจากภาคส่วนการเมืองและนักวิชาการในการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ โดยมีสาระสำคัญคือการยกเลิกการใช้ดุลพินิจของประธานสภา เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อครบตามเกณฑ์ 1 ใน 5 แล้ว ประธานสภาจะต้องทำหน้าที่เป็นเพียง "ทางผ่าน" ในการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาโดยตรง เพื่อสร้างความโปร่งใสและคืนความเป็นธรรมให้แก่กลไกตรวจสอบองค์กรอิสระของประเทศ







