
ศาลปกครองประกาศระเบียบเข้มคุมการใช้สื่อออนไลน์ ตุลาการห้ามวิจารณ์คดี
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยการดำรงตนใช้สื่อสังคมออนไลน์ พ.ศ. 2569 คุมเข้มพฤติกรรมให้มีจริยธรรมเหมาะสม
KEY
POINTS
- ศาลปกครองสูงสุดออกระเบียบใหม่เพื่อควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของตุลาการ โดยมีผลบังคับใช้แล้ว
- ห้ามตุลาการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น หรือเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างเด็ดขาด
- กำหนดข้อห้ามสำคัญอื่นๆ เช่น การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ และการเผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม โดยผู้ฝ่าฝืนจะถูกพิจารณาโทษทางวินัย
นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด ลงนามในระเบียบว่าด้วยการดำรงตนในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของข้าราชการตุลาการศาลปกครอง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนและปกป้องเกียรติศักดิ์แห่งตุลาการ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์
สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้กำหนดกรอบการปฏิบัติหน้าที่ผ่านสื่อดิจิทัลทุกรูปแบบ โดยตุลาการศาลปกครองต้องใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้วยความระมัดระวัง สำรวมกิริยามารยาท และงดเว้นการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือสร้างความเกลียดชัง รวมถึงห้ามใช้สื่อสังคมออนไลน์ในเวลาราชการเพื่อภารกิจส่วนตัว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่ามีการละทิ้งหน้าที่
นอกจากนี้ ยังวางข้อห้ามสำคัญเพื่อป้องกันการกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ดังนี้:
- ห้ามเปิดเผยข้อมูลคดี: งดให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา รวมถึงห้ามเปิดเผยผลคำพิพากษาก่อนมีการอ่านอย่างเป็นทางการ
- ห้ามแสดงอคติทางการเมือง: ห้ามวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมือง
- ห้ามแสวงหาผลประโยชน์: ห้ามใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือปล่อยให้บุคคลในครอบครัวแอบอ้างตำแหน่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
- ห้ามภาพลักษณ์ไม่เหมาะสม: ห้ามเผยแพร่ภาพหรือเนื้อหาที่แสดงความไม่สำรวม เช่น การสวมชุดครุยในลักษณะที่ไม่เหมาะสม
ระเบียบดังกล่าวยังระบุถึงบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน โดยกำหนดให้ดำเนินการตามระเบียบ ก.ศป. ว่าด้วยการสอบสวนและสิทธิของข้าราชการตุลาการศาลปกครอง ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาพิจารณาโทษทางวินัยหรือการพ้นจากตำแหน่งตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำรงตนให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นในระดับสากล
แหล่งที่มา : ราชกิจานุเบกษา (คลิก)







