
TIPAK รุกปี 69 ชูนวัตกรรม High Value ทุ่มระบบออโตเมชัน ขยายกำลังผลิต
TIPAK กางแผนปี 69 ชูวิสัยทัศน์ “Solutions Unfold” พัฒนานวัตกรรม High Value เน้นรักษ์โลก ทุ่มติดตั้งระบบอัตโนมัติเพิ่มกำลังผลิตแผ่นลูกฟูก 1.5 แสนตันต่อปี รองรับตลาดอีคอมเมิร์ซ
KEY
POINTS
- TIPAK ตั้งเป้าปี 2569 พัฒนาบรรจุภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value) ที่มีคุณสมบัติป้องกันความชื้น แข็งแรง และใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติใหม่ในโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และยกระดับคุณภาพสินค้า
- วางแผนขยายกำลังการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูกเป็น 150,000 ตันต่อปี และกล่องกระดาษลูกฟูกเป็น 220 ล้านกล่องต่อปี เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
นายวีรชัย มั่นสินธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPAK เปิดเผยว่า แผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทมุ่งเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “Solutions Unfold ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้า” ด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยจะพัฒนาบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์แผ่นกระดาษลูกฟูกและกล่องกระดาษลูกฟูก ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ขับเคลื่อนออกแบบการพัฒนาและผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร ภายใต้กรอบขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า (High Value)
โดยการเพิ่มคุณสมบัติป้องกันความชื้น ความแข็งแรง การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลสูงสุด เพื่อส่งมอบโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ตรงจุดสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะด้าน สนับสนุนความสำเร็จทางธุรกิจให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร และก้าวสู่ผู้นำในการให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรของประเทศไทยที่ลูกค้าชั้นนำให้ความเชื่อมั่นมาอย่างยาวนาน
ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์มากว่า 50 ปี บริษัทวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเดินหน้าลงทุน ที่ โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ ได้ทำการติดตั้งเครื่องจักรสายการผลิตลูกฟูก และระบบอัตโนมัติที่ใช้ในกระบวนการผลิต เช่น เครื่องพิมพ์กระดาษลูกฟูก เครื่องตอกปะกาว เครื่องมัดอัตโนมัติ และเครื่องกำเนิดไอน้ำ
โดยคาดการณ์จะขยายกำลังการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูกเป็น 150,000 ตัน/ปี และกล่องกระดาษลูกฟูกเป็น 220 ล้านกล่อง/ปี จากเดิมโรงงาน 2 แห่ง มีกำลังการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูกเฉลี่ย 140,000 ตัน/ปี และกำลังการผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกเฉลี่ย 192 ล้านกล่อง/ปี โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยกล่องและแผ่นอยู่ที่ 62.84% เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและความต้องการของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำและโรงงานต่าง ๆ ทั่วประเทศภายใต้ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (Made to order) ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเชิงรุก
“การลงทุนครั้งนี้ TIPAK มุ่งยกระดับการผลิตให้มีความทันสมัยขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพิ่มความคล่องตัว ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และยกระดับคุณภาพสินค้า ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ บริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรม นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้วางระบบบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาวัตถุดิบ โดยติดตามราคากระดาษม้วนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการสั่งซื้อและจัดเก็บวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิผล และการบริหารกลยุทธ์ด้านราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง” นายวีรชัย กล่าว
สำหรับภาพรวมมูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษในประเทศปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 1.5% และ 2.9% ตามลำดับ (Krungthai COMPASS:ศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย) โดยมีปัจจัยจากกระแสรักษ์โลก (ESG & Sustainability) ส่งผลให้ความต้องการโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนที่รีไซเคิลได้หรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น
ประกอบกับการขยายตัวของเมืองและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง การซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) ที่ขยายตัว ทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่รักษาคุณภาพอาหารและสะดวกต่อการใช้งานยังมีสูง อีกทั้งผู้ผลิตยังพัฒนาโซลูชัน อาทิ ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารและลดการเน่าเสีย บรรจุภัณฑ์ที่ผสานเทคโนโลยี RFID เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ช่วยสนับสนุนการเติบโต ฯลฯ
นายทิฆัมพร มั่นสินธร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIPAK กล่าวว่า แนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทแผ่นและกล่องกระดาษลูกฟูกของอุตสาหกรรรมต่าง ๆ ยังถือเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นพื้นฐานในห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมหลัก อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเคมีภัณฑ์
ดังนั้น ทำให้ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการเคลื่อนย้ายสินค้า ส่งผลให้สามารถรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างมั่นคงในทุกสภาวะเศรษฐกิจ และก้าวข้ามทุกสถานการณ์ความผันผวน ด้วยจุดเด่นของบรรจุภัณฑ์ที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทกและการกดทับ ปกป้องสินค้าได้ดี ผสานกับข้อได้เปรียบน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ สามารถผลิตได้หลากหลายรูปแบบตอบโจทย์ความต้องการใช้งาน เป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้ง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันบริษัทพัฒนาและผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูก กล่องกระดาษลูกฟูกที่ใช้กระดาษคราฟท์หลากหลายเกรดสำหรับทำผิวกล่อง (Kraft Liner Board) และทำลอนลูกฟูก (Corrugating Medium) โดยดำเนินธุรกิจแบบ Business-to-Business (B2B) มีสินค้าหลักแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1) แผ่นกระดาษลูกฟูก (Corrugated Sheet Board) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นด้วยกระดาษคราฟท์ แล้วนำมาประกบกันด้วยกาวลักษณะพิเศษ ซึ่งบริษัทฯ สามารถผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูกให้หลากหลายตามความต้องการใช้งานของลูกค้า ทั้งในด้านชนิดของแผ่นกระดาษลูกฟูกและชนิดของลอนลูกฟูกแบบต่าง ๆ
2) กล่องกระดาษลูกฟูก (Corrugated Box) มีคุณสมบัติโครงสร้างที่แข็งแกร่งและกันกระแทก มีขนาดและรูปลักษณ์ที่เหมาะกับการขนส่งแทบทุกประเภท รวมทั้งพัฒนาตามความต้องการของลูกค้า อาทิ กล่องฝาชน (Regular Slotted Container – RSC) กล่องฝาเกย (Overlap Slotted Container – OSC) และ กล่องฝาครอบ (Full Telescope) เป็นต้น นอกจากนี้ เพื่อยกระดับสู่การเป็นโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value) บริษัทฯ ยังให้บริการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผสานเข้ากับบริการออกแบบกราฟิกและเทคโนโลยีการพิมพ์ขั้นสูง ที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์และมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์สินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร (One-Stop Service)
ทั้งนี้ บริษัทวางแผนส่งมอบโซลูชันที่สร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กล่องกระดาษลูกฟูก โดยนำทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญพัฒนานวัตกรรมในผลิตภัณฑ์และออกแบบบรรจุภัณฑ์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม อาทิ การเพิ่มคุณสมบัติป้องกันความชื้น ความแข็งแรง มุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่ไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมถึงกลุ่มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2568 บริษัทเป็นผู้ผลิตแผ่นและกล่องกระดาษลูกฟูกที่มียอดขายเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย มียอดขายจากการผลิตและจำหน่ายสินค้ารวม 2,537.22 ล้านบาท ซึ่งมาจากลูกค้าภายในประเทศ 100% และมีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง (Active Customers) มากกว่า 775 ราย อยู่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายและมีอัตราการเติบโตสูง อาทิ อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ, อาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมพลาสติก ฯลฯ







