วุฒิสภาชงปฏิรูปภาษีรอบด้าน จ่อขยับ VAT เป็น 10% รีดภาษีหุ้น-อีคอมเมิร์ซ
วุฒิสภาเสนอแผนปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ ปรับ VAT เป็น 10% เพื่อรองรับสังคมสูงวัย พร้อมขยายฐานจัดเก็บภาษีหุ้น-อีคอมเมิร์ซ-ที่ดิน หวังสร้างเสถียรภาพทางการคลัง
KEY
POINTS
- โครงสร้างภาษีใหม่: วุฒิสภาเสนอปรับ VAT เป็น 10% พร้อมรุกเก็บภาษีทรัพย์สิน ภาษีหุ้น-ทองคำ และภาษีจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้รัฐรองรับสังคมสูงวัย
- เสียงสะท้อนที่หลากหลาย: มีข้อถกเถียงเรื่องผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน แม้หลายฝ่ายเห็นพ้องเรื่องความจำเป็นในการปฏิรูปเพื่อความยั่งยืนทางการคลังแต่ต้องการมาตรการเยียวยาควบคู่
- การปฏิรูปเชิงระบบ: เน้นการนำ AI มาใช้ตรวจสอบรายได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและคัดกรองสวัสดิการให้แม่นยำ ป้องกันการแจ้งรายได้เท็จและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ปฏิรูปโครงสร้างภาษี: หมุดหมายใหม่การคลังไทย
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้เปิดเผยข้อเสนอปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและสร้างความยั่งยืนทางการคลัง โดยไฮไลต์สำคัญคือข้อเสนอปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% โดยนำส่วนต่างที่ได้เข้าบัญชีเงินออมประชาชนเพื่อเป็นเบี้ยผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ ยังเสนอมาตรการเชิงรุก เช่น การหักภาษี ณ ที่จ่าย 2% จากยอดขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นและทองคำ รวมถึงการเพิ่มอัตราภาษีที่ดินรกร้างและภาษีป้ายที่ไม่ใช่เพื่อการค้า เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการฯ ระบุถึงความจำเป็นเร่งด่วนว่า "สถานะทางการคลังของประเทศมีความท้าทายจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นและงบประมาณด้านสวัสดิการที่ต้องขยายตัว การปรับโครงสร้างภาษีในลักษณะที่เป็นธรรมและครอบคลุม จะเป็นทางออกที่ช่วยให้รัฐมีงบประมาณเพียงพอในการพัฒนาประเทศโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" การปฏิรูปครั้งนี้ยังรวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI และระบบ QR Code เข้ามาตรวจสอบรายได้ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและคัดกรองผู้รับสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
มุมมองที่แตกต่าง: ความหวังและการตั้งคำถาม
ในขณะที่ข้อเสนอของวุฒิสภาได้รับความสนใจในวงกว้าง แต่ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการขึ้นภาษี VAT ซึ่งเป็นภาษีฐานการบริโภค นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นในหลายมุมมอง โดยฝ่ายหนึ่งมองว่าการปรับขึ้น VAT จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐอย่างมหาศาลเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิชาการอีกกลุ่มเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ รวมถึงซ้ำเติมผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีภาระค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว
สำหรับการเปรียบเทียบกับแนวทางพรรคการเมือง พบว่าแต่ละพรรคมีจุดยืนที่แตกต่างกัน พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการปรับขึ้น VAT แบบค่อยเป็นค่อยไปเมื่อเศรษฐกิจเอื้ออำนวย แต่ปฏิเสธแนวคิดการปรับขึ้นไปถึงระดับ 15% ตามที่มีกระแสข่าวจากรัฐบาล
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อช่วยเหลือชนชั้นกลาง ในขณะที่ข้อเสนอของวุฒิสภาเน้นการดึงรายได้จากฐานกว้างและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งภาพรวมการเมืองไทยยังคงอยู่ในจุดที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง "การเพิ่มรายได้ภาครัฐ" กับ "การดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน" อย่างละเอียดรอบคอบ
สรุปและแนวโน้มในอนาคต
ข้อเสนอการปฏิรูปภาษีของวุฒิสภานับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเงินการคลังไทย โดยมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีจากฐานที่กว้างขึ้น การนำเทคโนโลยีมาบังคับใช้ และการเชื่อมโยงภาษีกับสวัสดิการโดยตรง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือการเพิ่มรายได้รัฐเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน แต่ก็มีความเสี่ยงด้านภาระค่าครองชีพและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แนวทางแก้ไขที่เหมาะสมคือการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการยกเว้นสินค้าจำเป็น และมีมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางควบคู่กันไป เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้ตอบโจทย์ทั้งเสถียรภาพทางการคลังและความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว


